อัปเดตล่าสุด 2020-02-11 12:01:38

ตอนที่ 2 บทที่ 3 เรื่องบังเอิญหรือพรหมลิขิต

“กรุณาตรวจสอบรายละเอียด แล้วลงชื่อที่ด้านล่างด้วยนะครับ”

            สก็อต เทอร์เนอร์กำลังเช็กอินแขกจากบริสตอลที่มาเข้าร่วมสัมมนาที่ศาลากลางเมืองมิดเดิลสโบรห์ ยามที่อาคารฝั่งตรงข้ามมีงานแบบนี้ โรงแรมก็จะมีแขกเข้าพักเยอะตามไปด้วย

            “ห้องของคุณคือ 1207 อยู่ชั้น อาหารเช้าเริ่มเจ็ดนาฬิกา ถึงเก้านาฬิกาสามสิบนาที แผนกต้อนรับเปิดบริการ 24 ชั่วโมง สามารถติดต่อได้ทุกเมื่อ หวังว่าคุณจะเพลิดเพลินไปกับการพักอยู่ที่นี่นะครับ”

            หลังจากส่งแขกเรียบร้อยแล้ว สก็อตก็อัปเดตรายละเอียดผ่านคอมพิวเตอร์ ปกติแล้วเวลาเข้าพักคือบ่ายสามโมง แต่ถ้าห้องพร้อมแล้วเขาก็สามารถส่งห้องก่อนได้เหมือนอย่างเมื่อครู่ ส่วนมากกะเช้ามักจะรับเช็กเอาท์แขกเสียมากกว่า

            “ใกล้หมดเวลาแล้ว เข้าไปพักเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันดูต่อเอง” เมลิซ่าเข้างานกะบ่าย เธอทำงานที่นี่มาก่อนสก็อตได้ครึ่งปี เป็นคนช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับระบบของโรงแรมแห่งนี้

            “งั้นฝากด้วยนะ ไว้เจอกัน”

            “เจอกัน กลับบ้านดี ๆ ล่ะ”

            สก็อตเข้ามานั่งเก็บงานประจำวันในออฟฟิศ ตรวจสอบเอกสารเช็กอินและเช็กเอาท์ของแขกเพื่อส่งให้หัวหน้ารับทราบ พวกเขามีบันทึกแผนกพนักงานต้อนรับไว้ใช้สื่อสารกันระหว่างกะ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น พอถึงเวลาเลิกงานชายหนุ่มก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ล็อคเกอร์ แสกนบัตรพนักงานแล้วเดินออกจากที่ทำงาน

            โรงแรมเอสอยู่ติดกับห้างอัลเบิร์ตในเซ็นเตอร์ ที่นั่นมีทั้งร้านขายอาหารแช่แข็ง ร้านกาแฟ ร้านขายแผ่นเพลงและภาพยนตร์ ร้านของเล่น ร้านหนังสือรวมไปถึงไปรษณีย์ เป็นที่ ๆ สก็อตใช้เดินฆ่าเวลาก่อนกลับบ้านหรือไม่ก็ซื้อของกิน ของใช้

            ร้านโฟรเซนสาขาในห้างอัลเบิร์ตมีขนาดเล็กกว่าสาขาบนถนนลินธอร์ป แต่ก็มีสินค้าหลัก ๆ ให้เลือกซื้อได้อยู่ สก็อตแวะซื้อนม ไพน์กับไอศกรีมแท่งหนึ่งกล่อง ชายหนุ่มเก็บทุกอย่างใส่เป้แล้วเดินไปยังร้านหนังสือ ถึงจะไม่ค่อยซื้อ แต่เขาชอบเดินดูหนังสือตามแผงกับพวกเครื่องเขียน

            นิตยสารบันเทิงหลายสำนักพิมพ์ตั้งเรียงรายบนแผงหนังสือ มีนิตยสารเกี่ยวกับเกมสองสามชื่อวางอยู่บนนั้นด้วย สก็อตเดินไปดูแม้จะไม่ค่อยซื้อนิตยสารอ่านเท่าไร ที่นั่นมีผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งกำลังยืนมองนิตยสารบนชั้น เธอจ้องนิ่งไม่ขยับ เขาเดินเข้าใกล้เพราะตำแหน่งนิตยสารอยู่ใกล้กัน เธอขยับตัวเล็กน้อยแล้วหันมองมาทางเขา

            “อ๊ะ” เจเจทำตาโต “หวัดดีค่ะ”

            “หวัดดีครับ” สก็อตแปลกใจที่เจอผู้หญิงคนนี้ที่นี่ เขาอยู่มิดเดิลสโบรห์มาสองปีแล้ว มาที่นี่ก็บ่อยครั้งแต่ไม่เคยเห็นเธอมาก่อน พอได้เจอกันเพราะบ้านโดนงัด กลับได้เจอเธออีกเสียอย่างนั้น

            นี่มันโจรบันดาลชักพาชัด ๆ

            คำพูดของเจเรมี่ดังขึ้นในหัว เขารีบสลัดทิ้ง

            “ดูเล่มไหนอยู่เหรอ” ชายหนุ่มชวนคุย

            “แค่ดูไปเรื่อย ๆ น่ะค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมจับผมทัดใบหู กระนั้นก็ยังมีปอยผมปรกลงข้างแก้มอยู่ดี “คุณล่ะค่ะ”

            “เรื่อย ๆ เหมือนกัน” สก็อตหันไปทางแผงหนังสือ ก็เห็นนิตยสารบันเทิงเล่มที่เจเจให้ความสนใจอยู่ หน้าปกเป็นใบหน้าของนักแสดงที่เขาเคยเห็นหน้าจากซีรีส์ดัง

            “คุณเลิกงานเวลานี้เหรอคะ” คราวนี้เจเจเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา

            “ครับ แค่วันพฤหัสบดีกับวันศุกร์เท่านั้น” เขาอยากถามว่าทำไมแต่ก็เลือกที่จะไม่ถาม

“คุณสนใจไปดื่มกาแฟกับฉันไหมคะ” สายตาของเธอมองตรงมาที่เขา ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแดงระเรื่อ

หัวใจของคนมองเต้นรัว ใบหน้าร้อนผ่าว เขาลูบต้นคอด้วยความเคยชิน

“เออ...”

“ไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่ะ” เจเจรีบพูด “คือฉันก็ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี อาจจะตอบคำถามอะไรไม่ได้ ไว้เจอกันใหม่นะคะ”

หญิงสาวกล่าวลา ตอนเดินสวนเขาเพื่อออกจากร้านก็มีกลิ่นกุหลาบจาง ๆ มาจากตัวเธอ สก็อตมองตามไปก่อนจะเรียกขึ้น

“เดี๋ยวก่อน”

“คะ” จังหวะที่เจเจหันกลับมา ทุกอย่างเหมือนเป็นภาพเคลื่อนไหวช้า ๆ คล้ายพวกโฆษณาที่เคยเห็นตามโทรทัศน์ ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก “คุณสบายดีหรือเปล่าคะ”

“ครับ” สก็อตกะพริบตาคล้ายหลุดจากภวังค์ “ครับ คือกาแฟ ถ้ายังสนใจ”

หญิงสาวตาโต

“ค่ะ ฉันรู้จักร้านนึงใกล้กับร้านเบอร์เกอร์24ชั่วโมงเราไปที่นั่นกันก็ได้ค่ะ”

ชายหนุ่มเงียบไปเมื่อกำลังประมวลผลในสิ่งที่ได้ยิน

“ขอโทษค่ะ ฉันหมายถึง ฉันมีร้านโปรดอยู่แถวนี้ ติดกับร้านเบอร์เกอร์ตรงหัวมุมน่ะค่ะ” หญิงสาวอธิบาย “ขอโทษด้วยนะคะ เวลาตื่นเต้นฉันจะเผลอพูดเร็วเสมอเลย พยายามแก้แล้วแต่ก็ไม่หาย”

“ตื่นเต้นเหรอ”

เจเจอ้าปากค้าง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา

“เปล่าค่ะ ไม่ใช่ คือร้านไปที่ร้านกันดีกว่าค่ะทางนี้ค่ะ”

เธอพูดเร็วในตอนท้ายอีกครั้ง มุมปากของคนฟังคลี่ยิ้มออกมา พอรู้ตัวว่ากำลังใจเต้นแรงอีกครั้ง สก็อตก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วเดินออกจากร้านหนังสือไปพร้อมกับเจเจ

ร้านกาแฟที่เจเจพามาอยู่ห่างไปไม่ถึงห้านาที เป็นร้านที่สก็อตเคยเดินผ่านแต่ยังไม่เคยเข้าไป ที่นั่นมักมีคนใช้บริการเป็นประจำ กระนั้นการตกแต่งและบรรยากาศไม่ได้ทำให้รู้สึกแน่นหรือแออัด

เจเจเปิดประตูค้างให้สก็อตได้ก้าวเข้าไป พนักงานหันมาส่งเสียงทักและพร้อมรับออเดอร์จากพวกเขา

“ขอคาปูชิโน่แก้วนึงค่ะ คุณล่ะคะ”

“ผมเอาช็อกโกแลตร้อน”

“ใส่มาร์ชแมลโลว์ไหมครับ” พนักงานถาม

“ครับ”

“ดื่มที่นี่หรือรับกลับครับ”

“ที่นี่ค่ะ” เจเจเป็นฝ่ายตอบ

“คาปูชิโน่หนึ่งแก้ว ช็อกโกแชตร้อนใส่มาร์ชแมลโลว์หนึ่งแก้ว ทั้งหมด 5.70 ปอนด์ครับ”

สก็อตชูบัตรเดบิตให้พนักงานเห็นก่อนที่เจเจจะทันได้หยิบเงินจากกระเป๋าสตางค์

“ใส่บัตรที่เครื่องได้เลยครับ”

หลังจากชำระเงินเสร็จ ทั้งสองก็เดินไปที่โต๊ะด้านในของร้าน พวกเขาต่างก็ถอดเสื้อโค้ตออก วางพาดลงบนโซฟาข้างตัว

“ฉันเป็นฝ่ายชวนแท้ ๆ ขอบคุณมากนะคะ คราวหน้าให้ฉันเลี้ยงคืนด้วยนะคะ” 

“ครับ ไว้คราวหน้าคุณค่อยเลี้ยงผม”

ต่างฝ่ายต่างก็นั่งนิ่งไป สก็อตไม่รู้ว่าควรชวนคุยด้วยเรื่องแบบไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเรียกเธอไว้ทำไม ถ้ายังไม่ได้คิดตริตรองให้ถี่ถ้วน

“คาปูชิโน่ได้แล้วครับ”

“ผมไปหยิบให้เอง” สก็อตรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นเจเจทำท่าเตรียมลุก เขาเดินไปรับเครื่องดื่มทั้งของหญิงสาวและของตนที่เคาน์เตอร์ แล้วกลับมายังโต๊ะของพวกเขา

“ขอบคุณค่ะ หอมจัง” เจเจอมยิ้มให้กับตัวเอง พอสก็อตได้เห็นก็ทำตัวไม่ถูก เขายกแก้วช็อกโกแลตร้อนขึ้นจิบ แต่มันก็ร้อนจนสะดุ้ง หญิงสาวหยิบทิชชูบนโต๊ะ ส่งให้เขาเช็ดปาก “ร้อนจนลิ้นพองเลยค่ะ ระวังด้วยนะคะ”

สก็อตพยักหน้าเห็นด้วย ยังดีที่เขาไม่ได้ทำหกเลอะเทอะ

“ที่นี่มีหนังสือกับบอร์ดเกมด้วยนะคะ” เจเจชี้ไปทางชั้นวางหนังสือที่อยู่อีกด้าน “หนังสือพวกนั้นเป็นของเจ้าของร้านเอง แต่บางส่วนก็มาจากการบริจาค เล่มปกสีฟ้าตรงโน้นฉันเป็นคนเอามาให้เองค่ะ”

“แสดงว่าคุณมาที่นี่บ่อย”

“ช่วงที่ยังเรียนอยู่ก็มาบ่อยค่ะ พอทำงานแล้ว นาน ๆ ทีถึงได้มา”

“งานยุ่งเหรอครับ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ตอนเรียนมากับเพื่อนบ่อย ส่วนตอนนี้เพื่อน ๆ จบกันไปหมดแล้ว จะมาคนเดียวก็กะไรอยู่ ต้องรอนัดคนในแฟลตเอา”

“แสดงว่าคุณอยู่ที่นี่มานานแล้ว”

“ฉันเป็นคนโบโร่ค่ะ คุณล่ะ”

“ปีเตอร์โบโรห์ครับ ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สองปี”

“ย้ายเพราะเปลี่ยนงานเหรอคะ”

สก็อตนึกถึงสาเหตุที่ตัวเองย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงานแล้วก็ได้แต่ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ เขามองอีกฝ่ายที่กำลังรอคำตอบจากเขา เธอเป็นถึงเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ลักษณะท่าทางก็ดูไม่มีพิษมีภัย แต่คนนั้นเขาก็ดูไม่มีพิษมีภัยเหมือนกัน ยังมีตอนจบแบบนั้นได้

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากการทำความรู้จัก

“คุณว่าที่นี่เป็นไงบ้าง” เจเจเปลี่ยนเรื่อง

“ผมชอบที่นี่นะ ผมไม่เคยมาทางเหนือมาก่อน ถือว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศดี แต่น้องสาวก็จะบ่นนิดหน่อยเพราะต้องเดินทางไกล เธออยากให้ผมทำงานในลอนดอน ไม่ก็ไปทางตะวันตก”

“คุณสนิทกับน้องสาวดีจัง” เธอยิ้มบาง

“คุณมีพี่น้องหรือเปล่า”

เจเจส่ายหน้า

“แค่ฉันคนเดียวที่บ้านก็คงเหนื่อยแล้ว”

สก็อตเห็นด้วยในใจ เขานึกถึงบ้านตัวเองที่มีทั้งพี่ชายและน้องสาว พ่อแม่ของเขาเห็นลูก ๆ เป็นตัววุ่นวายน่าดู เมื่อก่อนพวกเขาสามพี่น้องทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่แม้จะผ่านโซเชียลมีเดียเสียส่วนใหญ่

ช็อกโกแลตร้อนในแก้วอุ่นลงจนสามารถดื่มได้ พอนึกถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปก็ทำให้นึกถึงไอศกรีมแท่งในเป้ เขาควรรีบกลับบ้านเพื่อเอาไปแช่ในช่องฟรีซ แต่เขาก็ยังอยากนั่งอยู่แบบนี้ นานแล้วที่เขาไม่ได้มานั่งในร้านแบบนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว

เจเจค่อย ๆ จิบกาแฟของเธอ หญิงสาวดื่มดำไปกับเครื่องดื่มในแก้ว เป็นภาพที่ทำให้คนมองไม่รู้สึกเบื่อหน่าย เรือนผมยาวของเธอนุ่มสลวยดูเป็นประกาย ทำเอารู้สึกเสียดายที่ตอนทำงานเธอรวบผมขึ้นหมด สก็อตนึกถึงคำขอเป็นเพื่อนที่จนทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ได้ตอบรับ เขายังไม่ได้อัปเดตข้อความใด ๆ ผ่านแอปนั้น จะแสร้งว่ายังไม่เห็นการแจ้งเตือนก็ทำได้

แต่การได้เจอเธอแบบนี้ เป็นสัญญาณอะไรหรือเปล่านะ

ชายหนุ่มรู้สึกแปลกนิดหน่อยที่พวกเขานั่งตรงข้ามกันแต่กลับไม่ได้พูดคุยกันเท่าไร ต่างฝ่ายต่างนั่งมองเครื่องดื่มบนโต๊ะ สก็อตลอบมองเธอเป็นระยะ เจเจชอบเล่นผมตัวเองด้วยการใช้นิ้วพันเป็นเกลียวไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็เอาผมทัดหลังหู บางครั้งก็เอาผมไปด้านหลัง บางครั้งก็ย้ายผมทั้งหมดมาอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ทุกอากัปกิริยาที่เธอกระทำมันให้ความเพลิดเพลินอย่างน่าประหลาด

ทว่าการเงียบอยู่แบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ความตื่นเต้นลดน้อยลง ตอนที่พวกเขาคุยกันมันเป็นธรรมชาติมากกว่า

“คุณ...เป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมานานแค่ไหนแล้วเหรอ”

“สี่เดือนค่ะ” เธอยกนิ้วประกอบ “ฉันจบด้านนี้โดยตรงเลยไม่ต้องผ่านการอบรมเพิ่มเติม แต่ตอนเรียนกับตอนทำงานมันแตกต่างกันจริง ๆ มันมีแรงกดดันมากกว่า แม้ว่าตอนนี้ฉันจะยังไม่ได้รับผิดชอบคดีที่ต้องขึ้นศาลก็ตาม แต่ตอนเรียน ฉันเคยมีโอกาสเข้ารับฟังการพิจารณาในศาลเลยได้เห็นว่าทุกขั้นตอนของการทำงานมันสำคัญมาก”

“มันเป็นงานที่เครียดน่าดู คุณอยากทำงานนี้ตั้งแต่แรกเลยเหรอ”

จู่ ๆ เจเจก็อมยิ้มให้ตัวเองก่อนจะตอบ

“ก็ไม่เชิงว่าตั้งแต่แรก พ่อไม่อยากให้ฉันทำงานแบบเขา คุณพ่อเป็นสายสืบน่ะค่ะ แล้วฉันก็ได้เห็นพ่อรับผิดชอบคดีต่าง ๆ บางครั้งเขาก็เครียดมาก จนฉันกับแม่ติดต่อเขาไม่ได้เป็นสัปดาห์ก็มี แต่เขาไขคดีได้มากมาย ทำให้คนผิดได้รับโทษมาเยอะ ฉันรู้สึกว่าพ่อเท่มาก ๆ ฉันอยากเป็นแบบนั้นมาก แล้วฉันก็พบว่างานพิสูจน์หลักฐานเป็นงานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยตามจับคนร้ายได้ ฉันเลยมุ่งมั่นที่จะเรียนด้านนี้”

ยามที่เจเจเล่า สายตาของเธอเป็นประกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เธอทำให้สก็อตนึกถึงตัวเองตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ เขาไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะอยากเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรม แต่การหางานไม่ใช่เรื่องง่าย พอได้มีโอกาสทำ เขากลับพบว่าตัวเองชอบงานบริการอย่างไม่คาดคิด มันช่วยให้เขาได้พบปะผู้คนมากขึ้นทั้งคนในประเทศและต่างชาติ ตอนสวมเครื่องแบบพนักงาน เขารู้สึกเท่อย่างไม่น่าเชื่อ

“มันน่าทึ่งมาก คุณน่าทึ่งมาก”

เจเจก้มหน้าลง เธอยกกาแฟขึ้นจิบ ชายหนุ่มลูบต้นคอตัวเอง

“ฉันว่าเรื่องน่าทึ่งคือการที่เราเจอกันมากกว่า” หัวใจคนฟังเต้นรัว เจเจรีบวางแก้วกาแฟลงแล้วพูดต่อ “ฉันหมายถึงการที่เราอยู่เมืองเดียวกันมานาน แถมมาเซ็นเตอร์บ่อยครั้งแต่ไม่เคยได้เจอกันกระทั่งฉันได้ไปเก็บหลักฐานที่บ้านคุณมันน่าทึ่งมาก ฉันไม่คิดว่าจะได้เจอคุณอีก นี่มัน เริ่ม นอกเรื่องแล้ว ขอโทษค่ะ”

“ไม่เลย ผมก็คิดแบบนั้น มันแปลก” สก็อตกลัวเธอเข้าใจผิดเริ่มรีบเสริม “มันไม่ใช่แปลกแบบแปลกอย่างนั้นนะครับ แปลกในทางที่ดี คุณเข้าใจผมไหม”

“ฉันว่าฉันเข้าใจสิ่งที่คุณพูดนะคะ” หญิงสาวยิ้มรับ

คราวนี้สก็อตเป็นฝ่ายก้มหน้าแล้วหยิบแก้วช็อกโกแลตร้อนขึ้นมาดื่ม มันใกล้หมดแก้วแล้วและนั่นทำให้เขาลังเลว่าควรดื่มจนหมดเลยไหม หรือเหลือทิ้งไว้หน่อยก่อนดี พวกเขาอยู่ที่นี่เกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เหมือนเวลาผ่านไปได้ไม่ถึงสิบนาที

แก้วของเจเจยังเหลือกาแฟอยู่เล็กน้อย เขาเลยเหลือไว้เช่นกัน

ความเงียบระหว่างกันหวนกลับมาอีกครั้ง จนสก็อตได้ยินเสียงเพลงที่ทางร้านเปิด มันเป็นเพลงบอยแบนด์ยุค 90 ที่เขามีโอกาสได้ฟังเพราะพี่ชายชอบ ชายหนุ่มสังเกตเห็นเจเจขยับศีรษะตามจังหวะเพลงพร้อมทำปากขมุบขมิบ

“คุณรู้จักเพลงนี้”

อีกฝ่ายหน้าแดงแล้วส่งยิ้ม

“ค่ะ ฉันได้ไปคอนเสิร์ตครบรอบ 20 ปีของพวกเขา มันสนุกมาก ฉันไม่เคยมีโอกาสไปคอนเสิร์ตที่ไหนมาก่อนเลย ถือว่าได้เปิดหูเปิดตามาก ๆ ค่ะ”

“ผมไม่เคยไปดูคอนเสิร์ต ถึงจะฟังเพลงบ้างแต่ก็ไม่ถึงขนาดไปคอนเสิร์ต”

“คุณควรได้ลองไป การร้องสดมันดีมากค่ะ แถมรอบข้างก็มีแต่คนชอบศิลปิน ชอบเพลงเหมือนกัน พอได้ร้องไปกับคนอื่นมันสนุกมาก ถ้ามันมีคอนเสิร์ตอะไรน่าสนใจ เราควรไปกัน...ฉันหมายถึง ถ้าคุณสนใจ”

สก็อตชุกคิดครู่หนึ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะเร็วไป

“ผมจะลองคิดดู”

คำตอบของเขาลดรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ ทำเอารู้สึกแย่ขึ้นมาทันที

“แน่นอนค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังกระตือรือร้น “ฉันว่าฉันควรต้องกลับแล้ว วันนี้ขอบคุณมากนะคะ”

เจเจดื่มกาแฟจนหมดแก้ว หยิบทิชชูมาซับปากแล้วสวมเสื้อโค้ตสีเบอร์กันดี ชายหนุ่มลุกขึ้นตาม พวกเขาเดินออกจากร้านพร้อมกัน

“ฉันไปทางนั้นค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้น อันที่จริงสก็อตสามารถเดินไปทางเดียวกันกับเธอได้ แต่บางอย่างทำให้เขาเลือกที่จะใช้อีกเส้นทางแทน

“ครับ งั้นคราวหน้าเลี้ยงผมด้วยนะครับ”

ชายหนุ่มคิดว่าคำพูดของเขาจะทำให้เธอยิ้มได้ เพราะมันหมายถึงพวกเขาจะได้เจอกันอีก แต่เธอกลับมีท่าทางอ้ำอึ้ง

“ค่ะ แน่นอนค่ะ ไว้เจอกันนะคะ”

สก็อตมองตามเจเจไป เธอก้าวเท้าไวกว่าตอนที่พวกเขาเดินด้วยกัน เธอไม่ได้หันกลับมามอง เขาเห็นแบบนั้นจึงเดินไปอีกทาง เพื่อกลับบ้านของตัวเอง

เขาสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิดตอนไหน อีกฝ่ายถึงได้แสดงท่าทีห่างเหินออกมา


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น