อัปเดตล่าสุด 2020-04-28 12:05:41

ตอนที่ 13 บทที่ 14 สิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

            ฝนตกโปรยปรายตลอดคืนล่วงมาจนถึงยามเช้า เจเจยืนรอรถบัสที่ป้าย มองสายฝนเม็ดถี่ที่มาพร้อมกระแสลม รอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนถือร่ม บ้างก็ตัวเปียกปอนเพราะฝ่าฝนมา พื้นถนนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ บรรยากาศอึมครึม ไม่สดใส พาลเอารู้สึกหม่นหมองไปด้วย

            “ฝนตกแบบนี้ถือเป็นเรื่องร้ายสำหรับเรา ใครที่ต้องลงพื้นที่เปิดก็ต้องทำงานให้ไวขึ้น แต่อยู่ในความระมัดระวังและรอบคอบ” เฮเซลล์พูดขึ้นในที่ประชุมสรุปยามเช้า “วันนี้มีเท่านี้แหละ เจสซี่มาที่ห้องของฉันหน่อย”

            เสียงขานรับดังขึ้นก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ เจเจหันมองนีลคล้ายขอความเห็นว่าทำไมตัวเองถึงโดนหัวหน้าเรียกไปที่ห้อง อีกฝ่ายส่ายหน้าแล้วโบกไม้โบกมือให้เธอรีบตามไป

            หญิงสาวเดินไปที่ห้องของเฮเซลล์ด้วยหัวใจที่เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ทบทวนการทำงานของตัวเองตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาว่ามีจุดไหน ตรงไหน ที่ผิดพลาดจนต้องโดนเรียกตัว ความกังวลในคดีของฟิชเชอร์หวนกลับมา หรือมันมีหลักฐานที่ใช้ไม่ได้ หรือมีหลักฐานปนเปื้อน หรือเธอลืมส่งหลักฐานไปที่ห้องปฏิบัติการ เจเจกำลังจะยกมือขึ้นกัดเล็บแต่ก็ต้องหักห้ามใจแล้วเคาะประตูหน้าห้อง ก่อนจะเปิดเข้าไป

            “นั่งก่อนสิ” รอยยิ้มบนใบหน้าของเฮเซลล์ทำเอาคนมองโล่งใจไปหนึ่งเปราะ ถ้าไม่ใช่เรื่องดี เธอคงได้เห็นอีกฝ่ายทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากกว่า

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”

            “ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหรอก” เฮเซลล์ระบายยิ้ม “วันศุกร์นี้มหาวิทยาลัยทีวิลล์จัดมหกรรมจัดหางานให้นักศึกษาน่ะ กรมตำรวจคลีฟแลนด์ก็จะไปออกบูธด้วย ฉันเห็นว่าเธอจบจากที่นั่นเลยอยากถามว่าเธอจะสนใจไปให้คำแนะนำกับนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่หรือใกล้จบแล้วไหม”

            เจเจถอนหายใจด้วยความโล่งอก สมัยเรียนเธอเองก็เคยไปงานมหกรรมจัดหางานมาก่อน มันน่าสนใจตรงที่ได้คุยกับคนที่ทำงานในด้านนั้นจริง ๆ หรือบางทีก็ให้ไอเดียว่าจะไปทำงานด้านไหน กับบริษัทไหนดี อย่างไรก็ตาม ถ้าคนให้คำแนะนำพูดไม่เก่งหรือไม่น่าสนใจ ก็อาจทำให้นักศึกษาเหล่านั้นไม่อยากมาทำงานด้วยก็เป็นได้

            “ฉันรู้ว่ามันกะทันหันไปหน่อย แต่ยังไงก็ขอคำตอบภายในวันนี้ด้วยนะ อ้อ เห็นว่าปีนี้จะจัดในโรงแรม” เธอมองจอคอมพิวเตอร์ก่อนจะพูดต่อ “ห้องไดมอนด์ โรงแรมเอส เวลาสิบโมงเช้าถึงบ่ายสามโมง” 

            “โรงแรมเอสเหรอคะ” หัวใจของเจเจเต้นระส่ำ

            “ใช่แล้ว ที่อยู่ในเซ็นเตอร์น่ะ ใกล้ที่พักเธอด้วยนี่ ใช่ไหม ถ้าฉันจำไม่ผิด”

            “ไปค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงหนักแน่น

            “โอ้ ดีมาก ฉันจะได้แจ้งเขาว่าหน่วยเราจะส่งคนไปร่วมด้วย”

            “ค่ะ”

            เจเจเดินออกจากห้องทำงานของเฮเซลล์ด้วยใบหน้าเบิกบานจนปวดแก้ม ใครจะไปคิดว่าอยู่ดี ๆ เธอก็จะมีโอกาสได้เห็นสก็อตตอนทำงาน เธอนึกขอบคุณมหาวิทยาลัยที่เลือกจัดงานในโรงแรมเอสแทนที่จะเป็นห้องโถงในตึกหอคอยเหมือนที่ผ่านมา

            พอได้รับข่าวดีในยามเช้า หญิงสาวก็มีแรงฮึดทำงานทั้งวัน ไม่หวั่นว่าจะต้องไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแบบไหน

            “ให้ตายเถอะ นี่ขนาดฉันติดกล้องวงจรปิดแล้วนะ มันยังตีกล้องฉันจนพังแล้วเข้าไปขโมยของได้อีก”

            เจ้าของร้านขายของชำกำลังยืนบ่นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟัง เจเจมองซากกล้องวงจรปิดที่ตกลงมาบนพื้น มันเป็นกล้องรุ่นเก่าที่หันได้ในระยะจำกัด ใกล้กันมีก้นบุหรี่ตกอยู่ ลักษณะทั้งสามมวนเหมือนกันตรงที่มีการหักงอก่อนจะเหยียบซ้ำ

            หญิงสาวถ่ายรูปแล้วเก็บก้นบุหรี่ทั้งสามมวนเป็นเป็นหลักฐาน คนร้ายอาจไม่ได้มีแค่คนเดียว อย่างน้อยอาจจะมีหนึ่งคนดูต้นทาง

            ฟังจากที่เจ้าของร้านเล่า เจเจสันนิษฐานว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ร้านนี้มีขโมยเข้ามา ร้านค้าที่มีคนเข้าออกมากมายแบบนี้ การจะเก็บหลักฐานแต่ละอย่างค่อนข้างลำบาก พวกเขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนร้ายหยิบจับสิ่งใดบ้าง และพวกเขาก็ไม่สามารถเก็บหลักฐานทั้งหมดมาประมวลผลได้ ค่าใช้จ่ายคงจะสูงปรี๊ดแน่

            สิ่งที่จะทำได้คือคาดคะเนการเคลื่อนไหวของคนร้ายตั้งแต่เข้ามาในร้านยันออกไปนอกร้าน สภาพภายในร้านเละเทะ ข้าวของกระจัดกระจาย กระจกของตู้แช่เครื่องดื่มแตกเป็นเสี่ยง ๆ ถึงคนร้ายจะได้เงินสดไปไม่มากแต่ก็ขโมยของขายไปหลายชนิด ทั้งเบียร์ เหล้า บุหรี่

            เจเจชะงักเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง เธอย่อตัวลงตรงเศษกระจกบนพื้น มีรอยแดงติดอยู่ที่เศษกระจกพร้อมหยดของเหลวสีแดง หญิงสาวตาลุกวาวรีบทดสอบตัวอย่างทันทีและพบว่าเป็นเลือด

            “เลิศมาก”

จากที่ดูเหมือนไม่มีความหวังในการระบุตัวคนร้าย แต่ตัวอย่างเลือดที่ได้มาก็เพิ่มโอกาสให้กับตำรวจ หยดเลือดเพียงน้อยนิดนี้ คนร้ายอาจไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร แต่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน

            “เจสซี่!

            เสียงเรียกทำเอาหญิงสาวสะดุ้งเฮือก หันไปทางต้นเสียงก็พบนีลเดินเข้ามาพร้อมถุงหลักฐานใบใหญ่

            “นั่นอะไรคะ”

            “ไม้เบสบอล มีคนทิ้งไว้ตรงกองขยะตรงโน้น” เขาทำท่าชี้ไปไกลมาก “มันมีเศษกระจกฝังบนตัวไม้ เป็นไปได้ว่าคนร้ายใช้ตีกล้องวงจรปิด...แล้วก็ตู้นั้นด้วย”

            “คนร้ายไม่ได้ใส่ถุงมือ เขาโดนบาดตรงนี้” เจเจชี้ให้อีกฝ่ายเห็นบริเวณพื้นที่เคยมีหยดเลือดและเศษกระจกเปื้อนเลือด

            “ถ้าให้เดาฉันว่าวัยรุ่นชัวร์”

            “คิดเหมือนกันเลยค่ะ ทั้งจากของที่ขโมย ทั้งจากสภาพร้าน แล้วก็...” เจเจมองออกไปนอกร้าน เจ้าของร้านยังคงโวยวายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ “เธออาจจะทำให้ใครโมโหเข้าก็ได้”

            หญิงสาวเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา กระนั้นนีลก็ส่งสายตาปราม

            สองเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานช่วยกันทำงานจนเสร็จเรียบร้อย แล้วเดินทางกลับสถานีตำรวจเพื่อนำหลักฐานส่งให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ

            “เศษกระจกเล็กแค่นี้ยังสังเกตเห็นเลือดได้อีก ตาดีจริง ๆ มาร์คต้องภูมิใจมากแน่” อันจาลี เพิร์ล เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทักขึ้น มาร์ค โรบินสันคือหนึ่งในอาจารย์ผู้สอนของเจเจ เขาเคยทำงานกับกรมตำรวจเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ก่อนจะมาเป็นอาจารย์ในปัจจุบัน

            “ฉันเรียนจากข้อผิดพลาดค่ะ ในห้องเรียนฉันไม่ละเอียดพอ ไม่ว่องไวพอก็เลยไม่เห็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ตอนนี้ฉันเลยต้องหูไว ตาไวเป็นพิเศษเวลาตรวจสอบที่เกิดเหตุ”

            “ยิ่งจับคู่กับนีลยิ่งละเอียดเข้าไปใหญ่ คนที่จะเขียนหน้าซองหลักฐานได้ครอบคลุมและอ่านง่ายตอนนี้ก็มีแค่พวกเธอสองคนนี่แหละ”

            เจเจยิ้มแห้ง เรื่องนั้นต้องยกความดีความชอบให้นีลที่ขู่เข็ญให้เธอรอบคอบกับการบันทึก โดยเฉพาะเรื่องลายมือ

            หลังจากส่งหลักฐานครบทุกชิ้นแล้ว ก็ได้เวลาอาหารกลางวันสำหรับเจเจ ปกติเธอจะกินแซนด์วิชสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อ วันนี้เธอพอมีเวลาเลยได้ซื้อแซนด์วิชจากร้านฟาสต์ฟู้ดพร้อมน้ำอัดลมหนึ่งแก้ว และดูเหมือนว่านีลจะมีความคิดแบบเดียวกัน อีกฝ่ายเข้ามาในร้านตอนเจเจรับอาหารของตัวเอง

            ทั้งคู่นั่งกินแซนด์วิชตรงเคาน์เตอร์ติดริมหน้าต่าง มองถนนโล่ง ๆ ตรงหน้าไปพลาง

            “เรื่องของสก็อตไปถึงไหนแล้ว”

            “นี่รอจังหวะถามอยู่เหรอคะ” นีลยักไหล่แทนการตอบ เจเจพูดต่อ “เราไม่ได้คุยกันทุกวันนี่คะ หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีก ไม่ได้ติดต่อกัน แต่วันศุกร์นี้เฮเซลล์ให้ฉันไปออกบูธในงานมหกรรมจัดหางานที่โรงแรมเอส”

            “อ้อ...โอ้ววว” จากปฏิกิริยาก็รู้ได้ว่านีลเพิ่งนึกออกว่าใครทำงานในโรงแรมนั้น “ใช่ย่อยนะเรา”

            “หมายถึงอะไรกันคะ” เจเจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วกัดแซนด์วิชเข้าปากคำโต คู่สนทนาเห็นอย่างนั้นก็ต้องรอจังหวะถาม

            “ว่าแต่เธอได้ถามเฮเซลล์เรื่องความคืบหน้าในคดีของสก็อตหรือเปล่าล่ะ”

            “ไม่กล้าถามหรอกค่ะ” เธอตอบทันที “ถ้ามีปัญหาเรื่องหลักฐานหรือต้องการให้ช่วยเหลือ ทางตำรวจคงติดต่อมา ทางนั้นไม่แจ้งอะไร ฉันเลยคิดว่าพวกเขาอาจจะคุยกับสก็อตแล้วได้ความคืบหน้า หรือไม่ก็ได้ข้อสรุปไปแล้ว”

            “มันน่าขนลุกอยู่นะ บุกเข้ามาในบ้านเพื่อติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องนอน ไม่ว่าจะคนรู้จักหรือโรคจิตก็น่ากลัวทั้งนั้น”

            “คุณคิดว่าไงเหรอคะ”

            นีลเลิกคิ้ว

            “ความเห็นของฉัน มันไม่สำคัญเท่าข้อเท็จจริงหรอกนะ” อีกฝ่ายพูดอย่างนั้น เจเจเลยไม่กล้าถามต่อ พวกเขาเงียบกันไปครู่หนึ่งก่อนที่นีลจะพูดต่อ “เธอลองถามเขาดูก็ได้นะ”

            “เขาคงไม่ตอบหรอกค่ะ หรือถ้าตอบก็คงตอบแบบเลี่ยง ๆ”

            “ถามเรื่องทั่วไป เรื่องอื่น เธอบอกว่าไม่ได้คุยทุกวันใช่ไหมล่ะ”

            “ฉันไม่มีเบอร์เขานะคะ” เจเจแทรกขึ้น

            “เดี๋ยวนี้คนก็ชอบแชทมากกว่าโทรศัพท์อยู่แล้ว ส่งข้อความไปทักทายบ้าง ไต่ถามทุกข์สุขบ้าง ชวนคุยบ้าง เขาจะได้นึกถึงตลอดเวลา”

            “เขาจะรำคาญแทนน่ะสิคะ”

            “ถ้าเขารำคาญ อย่างเธอคงรู้สึกได้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ”

            “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ”

เจเจหวนนึกถึงเวลาที่พวกเขาส่งข้อความหากัน มีอะไรมากมายที่เธออยากพิมพ์ อยากบอก แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ส่งข้อความพวกนั้นไป แล้วพยายามคุยให้กระชับและมีสาระมากที่สุด ข้อความไม่สามารถบ่งบอกน้ำเสียงได้ แม้ว่าบางข้อความจะทำให้เธอนึกหน้าและเสียงของเขาออก แต่เธอก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอีกฝ่ายต้องการคุยด้วยจริง ๆ หรือแค่ตอบตามมารยาท 

“เท่าที่ดูจากเมื่อวันเสาร์สิ้นเดือน ก็ไปได้ดีอยู่นะ มีป้อนกันด้วย”

หญิงสาวถึงกับหน้าแดงจัด

“เห็นด้วยเหรอคะ เห็นมากขนาดไหนกัน”

“เห็นมากพอที่จะล้อเธอไปได้อีกนาน พอฉันบอกให้มีนาป้อนฉันบ้าง เขาไม่เห็นทำให้เลย ทั้งที่เมื่อก่อนก็ป้อนโน่น ป้อนนี่ให้บ่อย ๆ ทำอาหารทีไรให้เป็นหนูทดลองทุกที”

เจเจแอบอมยิ้มตอนที่อีกฝ่ายพูดถึงแฟน เพราะถึงนีลจะชอบบ่นบ้างเป็นบางครั้ง แต่เขาก็ใส่ใจมีนาเป็นอย่างดี เธอเคยคุยกับมีนาครั้งสองครั้ง อีกฝ่ายมักกล่าวชมเพื่อนร่วมงานของเธอคนนี้ไม่หยุดหย่อน เรื่องน่าประทับใจเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้คือการที่เขาช่างจดจำและช่างสังเกต มีน่าเคยเล่าให้ฟังว่านีลเขียนจดหมายให้เธอหนึ่งฉบับ ในนั้นบอกเล่าถึงสิ่งที่เขาชอบในตัวเธอ โดยเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอเคยทำให้เขา มันกลับสร้างความประทับใจให้เขาอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงมีนาจะไม่ได้ลงรายละเอียดว่ามีอะไรบ้าง แต่จากรอยยิ้มของเธอก็บ่งบอกได้ว่ามีแต่เรื่องดี ๆ และเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย 

เจเจอยากเจอคนที่ทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แต่สามารถทำให้เธอยิ้มได้ทั้งวัน อยากเป็นฝ่ายทำเรื่องเล็กน้อยแล้วส่งผลให้อีกฝ่ายมีความสุข เธอนึกถึงสก็อต นึกถึงตอนที่เขาพูดถึงงานที่วิทบี นึกถึงตอนที่พวกเขาคำนวณเวลาการเดินทาง ที่ต่อให้ไม่สามารถไปได้จริงแต่แค่ได้คิดก็สนุกกับมันแล้ว

นี่สินะ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีนาพูดถึง เธออยากเป็นแบบนั้นให้สก็อตบ้าง

หญิงสาวเอาแต่นั่งยิ้มให้กับตัวเอง จนนีลต้องถามว่าจะไม่กลับไปทำงานต่อเหรอ

“ค่า ๆ ลุกแล้วค่า” เธอตอบแล้วเดินกลับไปทำงานพร้อมอีกฝ่าย

งานช่วงบ่ายเป็นงานเอกสารที่เจเจใช้เวลาไม่นานก็ทำเสร็จเรียบร้อย เธอตามงาน ส่งงาน เคลียร์ทุกอย่างก่อนเวลาเลิกงานเกือบสามสิบนาที ถือเป็นการเริ่มต้นเดือนใหม่ที่ดี

หลังกลับถึงบ้าน เจเจก็โทรศัพท์คุยกับแม่ตามปกติ ก่อนจะไล่อ่านกล่องข้อความส่วนตัวที่เคยโต้ตอบกับสก็อต มันช่างสั้นจนน่าใจหาย แต่ก็เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าให้กับเธอได้ หญิงสาวไม่อยากถามถึงเรื่องคดีเพราะเห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากพูดถึง เธอพยายามหาเรื่องคุยแต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นที่ตรงไหน

“ไง”

เจเจพิมพ์ไว้เท่านั้นก่อนจะต้องลบทิ้ง ขืนทักไปแค่นั้นเขาคงงงแน่ว่าส่งข้อความหาทำไม

“เป็นไงบ้างคะ” หญิงสาวอ่านข้อความที่ตัวเองพิมพ์ “ไม่สิ เอาไหม สบายดีไหมคะ ทางการไปหรือเปล่านะ วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ เอาแบบนี้แหละ”

แค่คิดประโยคเดียวยังใช้เวลานานขนาดนี้ เธอจะส่งข้อความหาเขาได้ทุกวันเลยเหรอ

เจเจถอนหายใจ

“จะว่าไปเดือนนี้หยุดวันเดียวกันแล้วนี่” เธอมองกล่องข้อความที่สก็อตยังไม่ได้อ่าน “เขาเข้าแต่กะเช้านี่นา ตอนนี้ก็น่าจะอยู่บ้านแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าจะกำลังเล่นเกม”

เวลาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อเฝ้ารออะไรบางอย่าง เวลามักเหมือนผ่านไปได้อย่างเชื่องช้าเสมอ ผิดกับยามปกติที่ไม่ทันได้ระวังตัว เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เจเจลุกจากที่นั่งเพื่อไม่ให้ตัวเองจดจ่อกับการตอบรับของอีกฝ่าย แล้วไปเปิดเตาอบเพื่อเตรียมทำอาหารเย็น

เสียงข้อความทำเอาเธอปรี่จากส่วนของครัวมายังโซฟาทันที

“วันนี้งานเบามาก สบายเลย คุณล่ะ”

หญิงสาวทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับทันที เล่าถึงงานที่เสร็จเร็วกว่าทุกครั้ง เขาก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมา ส่งผลให้บทสนทนาไหลลื่นไปอย่างรวดเร็ว

 “พุธนี้จะลองชวนไปข้างนอกดีไหมนะ” เจเจพึมพำกับตัวเอง โดยที่นิ้วมือยังก็เริ่มพิมพ์ข้อความชวนอีกฝ่ายไปเที่ยว

“พุธนี้ว่างไหมครับ” หญิงสาวถึงกับชะงักเมื่อเห็นข้อความจากอีกฝ่ายปรากฏขึ้นมาก่อน “ไปเที่ยวกันเถอะ”

แทนที่เธอจะทำเรื่องเล็กน้อยให้เขามีความสุข กลายเป็นเขาที่ทำให้เธอยิ้มไม่หุบเสียอย่างนั้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น