อัปเดตล่าสุด 2020-02-07 18:03:41

ตอนที่ 7 บทที่ 7

 

            อีแกนส์รู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ยามที่เห็นมาร์ตินถูกควบคุมตัวเข้าไปในห้องสอบสวน ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วยิ่งไม่น่านำมาสู่เหตุการณ์ในตอนนี้ได้แม้แต่นิดเดียว

            “นั่นพอร์ตเตอร์ไม่ใช่เหรอ” แม้แต่ซิลเวสเตอร์ยังมีสีหน้าประหลาด

            การถูกจับกุมครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา แถมยังแตกต่างจากตอนที่อีกฝ่ายถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายในคดีของเดวิส แต่จะมีอะไรร้ายแรงยิ่งกว่าการถูกกล่าวหาเป็นฆาตกรได้อีก

            ตำรวจหนุ่มตรงไปทางห้องสอบสวน เมื่อไม่สามารถเข้าไปด้านในได้จึงสอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้านนอกแทน เขาเล่าว่าเมื่อเช้ามีคนพบศพผู้ชายคนหนึ่งถูกฆาตกรรมภายในบ้านของตัวเอง ตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้นก็พบนาฬิกาข้อมือกับลายนิ้วมืออยู่ในที่เกิดเหตุ พอตรวจสอบในฐานข้อมูลก็ได้ตัวคนร้ายทันที

            “นาน ๆ ทีจะเจอคดีที่ปิดเร็วแบบนี้เนอะ” ตำรวจนายนั้นไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมาร์ตินจึงพูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าคดีที่ไขง่ายย่อมเป็นเรื่องดีต่อทางกรมตำรวจ แต่สำหรับคดีนี้ไม่ส่งผลดีต่อเขาแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่มาร์ตินจะฆ่าคนตาย

            ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงเปิดประตูเข้าไปด้านในโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามจากนายตำรวจหรือแม้แต่เพื่อนตัวเอง จ่ามิลส์และนสายสืบไมเยอร์ยืนอยู่ในห้องเฝ้าดูการสอบปากคำโดยหมวดฟรอสต์ผ่านกระจกที่เห็นอยู่บ่อย ๆ ในละครโทรทัศน์

            “เธอไม่ควรเข้ามาในนี้” จ่ามิลส์ทักขึ้นในทันที

            “ผมรู้จักกับเขา”

อีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ยืนสังเกตการณ์ ภายในห้องสอบปากคำ หมวดฟรอสต์นั่งหันหลังให้พวกเขาแต่สามารถได้ยินเสียงพูดอย่างชัดเจน ขณะที่สีหน้าของมาร์ตินยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอาการตกใจหรือกังวลออกมาทั้งสิ้น สายตามองตรงไม่พูดไม่จา

            “เพื่อนของคุณไม่ค่อยพูดเหรอ” สายสืบไมเยอร์ถามขึ้น

            “พวกคุณมีหลักฐานแน่ชัดแล้วเหรอครับ”

            “เราพบลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยอยู่ในบ้านของผู้ตาย”

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า...”

“อีแกนส์ ถ้ายังไม่หยุดพูดฉันจะเชิญเธอออกไปนะ” จ่ามิลส์ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

ตำรวจหนุ่มรีบปฏิบัติตาม เฝ้ามองการสอบสวนตรงหน้าด้วยจิตใจร้อนรน

ไม่ว่าหมวดฟรอสต์จะถามอะไรมาร์ตินก็เงียบเฉย ทุกคำถามที่ถามขึ้น ก็เพื่อต้องการให้อีกฝ่ายสามารถหาคำอธิบายมาลบล้างข้อสงสัยในตอนนี้ให้ได้ อย่างเช่น อยู่ที่ไหนเวลาเที่ยงคืนเมื่อวานถึงหกโมงเช้าวันนี้ รู้จักกับผู้ตายหรือไม่ เคยเห็นผู้ตายหรือเปล่า นาฬิกาข้อมือเป็นของเขาหรือไม่ แล้วรอยนิ้วมือไปอยู่ในที่เกิดเหตุได้อย่างไร ทว่าสีหน้าของมาร์ตินยังคงนิ่งเสมือนรูปปั้น

เสียงถอนหายใจของหมวดฟรอสต์ดังชัดผ่านลำโพง เขาเริ่มวางภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุที่ละภาพ ล้วนแล้วแต่สร้างความรู้สึกไม่สบายใจและไม่น่ามอง ทุกภาพถ่ายมาจากจุดเกิดเหตุจริงไร้ซึ่งการตกแต่งหรือปิดบังใด ๆ อีแกนส์สามารถมองเห็นสีแดงสดของเลือดอย่างชัดเจนแม้ภาพถ่ายจะอยู่ห่างไกลจากตัวเขาก็ตาม

การสอบสวนดำเนินไปยาวนานกว่าสามสิบนาทีโดยที่มาร์ตินยังคงปิดปากเงียบสนิท หมวดรอสต์ถามย้ำถึงเวลาที่คาดว่าจะเป็นช่วงเกิดเหตุว่าเขาอยู่ที่ไหน อีแกนส์ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ตอบในเมื่อช่วงเวลานั้นเขาอยู่กับมาร์ตินตลอดเวลา ในเมื่อมีหลักฐานที่อยู่แน่นหนาแบบนี้ ทำไมยังปิดปากเงียบ

“คุณพอร์ตเตอร์ คุณกำลังเผชิญกับข้อหาฆาตกรรมอยู่นะ หากคุณยอมให้ความร่วมมือกับเรา...”

“ตั้งข้อหาผม ไม่อย่างนั้นก็ปล่อยผมไป”

อีแกนส์แทบจำเสียงที่ออกมาจากปากมาร์ตินไม่ได้ มันเต็มไปด้วยความเย็นชาที่หวนให้นึกถึงครั้งแรกที่พวกเขาเจอกัน ผู้ชายคนนั้นไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทั้งนั้น ภายหลังเขามารับรู้ว่านั่นไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายต้องการอยู่เหนือคนอื่นแต่เป็นเพราะคนอื่นไม่เคยมองเห็นตัวเขามาก่อน ผู้ชายตัวคนเดียวมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่กับนิสัยลักเล็กขโมยน้อย อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่คน ๆ นั้นจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ ทว่าสีหน้าของมาร์ตินในตอนนี้ก่อให้เกิดความสงสัยเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ข้อสรุปที่แน่นอนออกมา

เขาไม่รู้จักมาร์ติน พอร์ตเตอร์เลยแม้แต่นิดเดียว

ตำรวจหนุ่มเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงถูกตั้งข้อหาอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องคิดผิดเมื่อหมวดฟรอสต์ลุกขึ้นเดินออกจากห้องเพื่อมายังห้องที่พวกเขากำลังยืนสังเกตการณ์อยู่

อาวุธ...พวกเขายังหาอาวุธสังหารไม่พบ

“อีแกนส์ ท่าทางคราวนี้เพื่อนของเธอจะเจอปัญหาจริง ๆ เสียแล้วนะ” สายสืบทักขึ้นเมื่อเห็นตำรวจหนุ่มอยู่ในห้องด้วย

เขากำลังจะพูดเรื่องที่ตัวเองสามารถเป็นพยานให้อีกฝ่ายช่วงที่เกิดเหตุฆาตกรรมได้แต่การที่มาร์ตินไม่พูดแสดงว่าอีกฝ่ายมีบางอย่างอยู่ในใจ สุดท้ายอีแกนส์ก็ปิดปากเงียบไปอีกคน

ตำรวจหนุ่มเดินออกจากห้องโดยไม่รอฟังว่าสามคนนั้นจะประชุมเรื่องอะไร ซิลเวสเตอร์เห็นเขาออกมาก็รีบถามความคืบหน้าทันที อีแกนส์ส่ายหน้า เขามีสถานที่นึงที่ต้องไปจึงบอกเพื่อนสนิทว่าจะเล่าให้ฟังทีหลังก่อนจะออกจากสถานีตำรวจไปโดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนชุด

นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในนิวยอร์กเขาก็ไม่เคยมาที่นี่แม้แต่ครั้งเดียว อย่างมากก็แค่นั่งรถผ่าน แต่ถ้าจะให้เดินเข้าไปในตึกสูงระฟ้าเช่นนี้คงเป็นไปไม่ได้ ทว่าคราวนี้เขาจนปัญญาจริง ๆ หากมาร์ตินไม่คิดจะพูดกับใครอย่างน้อยก็น่าจะสามารถบอกกับคน ๆ นี้ได้

สองเท้ารีบก้าวเข้าไปในตัวตึก สีหน้าพนักงานแลตื่นตระหนกยามเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาอาจเ พราะไม่ใช่สิ่งที่สามารถเห็นได้ทุกวัน เพียงแค่ชูตราให้เห็นก็สามารถเข้ามาด้านในโดยไม่ต้องแลกบัตรแต่อย่างใด

ทั้งที่ลิฟต์มีหลายตัวแต่เขากลับรู้สึกว่าทุกอย่างดูช้าไปหมดในเวลาเช่นนี้ เมื่อเข้าไปในกล่องสี่เหลี่ยม ตำรวจหนุ่มกดเลข 19 ย้ำอยู่หลายทีแม้จะรู้ว่าไม่ช่วยให้ลิฟต์เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นก็ตาม หัวใจของเขาหนักอึ้งด้วยความสับสน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เขาแทบจดจำตัวเองในเงาสะท้อนของกระจกภายในลิฟต์ไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนยากที่จะตั้งตัวได้ทัน

เสียง ติ๊ง ดังขึ้นดึงความสนใจของเขาสู่ภายนอกกล่องสี่เหลี่ยม ด้านขวามือปรากฏป้ายชื่อสำนักกฎหมายและทนายความเบนสัน ฮอล์ท ตัวอักษรสีทองเด่นเป็นสง่าบนผนังสีงาช้าง

ตำรวจหนุ่มตรงไปยังโต๊ะประชาสัมพันธ์ หญิงสาวผมดำมองด้วยสายตาสงสัยทว่าไม่ได้แสดงออกถึงความประหลาดใจ เมื่อถามถึงสาเหตุการมาเขาก็ตอบว่า

“ผมมาพบคุณอีแกนส์ครับ ริชาร์ด อีแกนส์” 

เธอยกหูโทรศัพท์ในทันที เขาไม่ได้สนใจฟังว่าผู้หญิงคนนั้นพูดอะไรบ้าง เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ มาจากทางขวามือ เมื่อหันไปมองก็พบชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดอย่างดี เรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวกว่าเขาเล็กน้อยถูกจัดแต่งเป็นทรง รอยยิ้มกว้างฉายชัดบนใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปลายคางมีรอยบุ๋มเล็ก ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ไปพร้อมกับการเพิ่มเสน่ห์ให้อีกฝ่าย อีแกนส์รับรู้ได้ถึงบรรยากาศรอบข้างแปรเปลี่ยนไปยามที่ผู้ชายคนนี้ปรากฏตัว นั่นไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจเท่าไรนัก พี่ชายของเขาสร้างความรู้สึกเช่นนั้นให้ผู้คนอยู่เสมอ

“นึกว่าตำรวจที่ไหนมาเยี่ยมที่แท้ก็ดัสตี้นี่เอง” รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าพร้อมกับแขนที่กางออกต้อนรับ  

“ริค” ชายหนุ่มกอดตอบก่อนที่พี่ชายจะเชิญให้เขาเข้าไปยังห้องทำงานที่อยู่ด้านใน

            เมื่อตรงไปตามทางเดินจะเห็นห้องประชุมขนาดใหญ่ กระจกใสทำให้สามารถมองทะลุไปยังวิวภายนอกได้ ห้องทำงานของริคอยู่ถัดไปไม่ไกล ภายในกว้างขวางสมกับที่เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของบริษัท ผนังฝั่งซ้ายมีกรอบรูปแขวนอยู่เป็นใบอนุญาตให้เป็นทนายความ และถัดไปเป็นประกาศนียบัตรวิชาชีพทนายความชั้นสูงจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ติดกันคือโซฟารับแขกตัวยาวสีเทากับโต๊ะรับแขก ตู้เอกสารเตี้ยสีน้ำตาลเรียงยาวขนานไปกับหน้าต่างที่สามารถมองเห็นตึกสูงระฟ้าของแมนแฮตตัน ริคนั่งลงบนเก้าอี้ล้อหมุนสีดำ บนโต๊ะทำงานมีคอมพิวเตอร์แบบพกพาเปิดค้างไว้พร้อมกับเอกสารหลายสิบแผ่น

            “ถ้านายมีงานค้างอยู่...”

“ไม่เป็นไร ของพวกนี้รอได้” เขาพูดพลางรวบรวมกองกระดาษที่กระจัดกระจายให้เข้าที่ กดโทรศัพท์บอกผู้ช่วยให้เตรียมกาแฟให้อีแกนส์ พอจะออกปากห้ามก็สายเกินไป ไม่กี่นาทีต่อมาผู้ช่วยของริคก็ยกกาแฟเข้ามาเสิร์ฟ เธอเดินออกจากห้องพร้อมปิดประตูไล่หลัง ทนายหนุ่มหันมองน้องชายก่อนจะถามถึงสาเหตุการมา

อีแกนส์นั่งบนเก้าอี้แบบโซฟาที่ให้สัมผัสของความนุ่มสบาย แต่ท่าทางของเขากระวนกระวายเกินกว่าจะผ่อนคลายได้ เขาเล่าถึงการจับกุมมาร์ตินให้ฟังแน่นอนว่าต้องละในส่วนของรูปคดีทั้งหมด นั่นเป็นสาเหตุที่เขาไม่อยู่ฟังการประชุมของหมวดฟรอสต์ เขาเข้าพบทนายไม่ใช่ในฐานะตำรวจแต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ อีแกนส์ไม่รู้หรอกว่ามาร์ตินต้องการทนายหรือไม่ แต่ถ้าอีกฝ่ายมีบางอย่างปิดบังไว้แล้วพูดกับใครไม่ได้ ความสัมพันธ์แบบทนายและลูกความจะช่วยป้องกันความลับนั้นได้

“ฉันรู้ว่าเขาไม่ผิดเพราะเวลาเกิดเหตุ เขาอยู่กับฉัน แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมถึงได้มีลายนิ้วมือกับนาฬิกาข้อมือของเขาอยู่ในที่เกิดเหตุ ฉันไม่สามารถเข้าไปคุยกับเขาโดยตรงโดยที่ไม่มีคนอื่นฟังได้ แต่ถ้านายเป็นทนายให้”

ริคยกนิ้วชี้ขึ้นมาบ่งบอกให้น้องชายหยุดพูด

“ถ้าฉันรับพอร์ตเตอร์เป็นลูกความ ฉันก็ไม่สามารถพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับคดีให้นายฟังได้เช่นกัน”

อีแกนส์พยักหน้าอย่างเข้าใจ

“นายช่วยฉันได้หรือเปล่า”

“ฟังจากที่นายเล่า ต่อให้ผู้ชายคนนั้นไม่ผิดจริง เขาก็ต้องมีบางอย่างปิดบังอย่างแน่นอน ขนาดนายเป็นตำรวจเขายังไม่เล่าให้ฟังเนี่ยนะ” คนฟังจับน้ำเสียงกึ่งประชดประชันจากประโยคสุดท้ายได้ เขาพยายามไม่ใส่ใจจ้องอีกฝ่ายอย่างต้องการคำตอบ ริคถอนหายใจ “นายคิดว่าฉันจะปฏิเสธน้องตัวเองได้ลงคอเหรอ รีบไปเถอะ เรามีเวลาไม่มาก”

ทนายหนุ่มลุกขึ้นยืนทำเอาอีแกนส์รีบลุกขึ้นตาม ก่อนออกจากห้อง ริคก็หันมาพูดกับน้องชายตัวเองว่า

“อยากเห็นจริง ๆ ว่าคนแบบไหนกันที่จับน้องชายฉันได้อยู่หมัดแบบนี้”

คำล้อจากพี่ชายไม่สามารถลดความตึงเครียดของเขาไปได้ ริคตบบ่าเบา ๆ ก่อนจะเดินนำออกไป 

อีแกนส์นั่งอยู่ในรถยนต์สีดำคันงามที่พี่ชายของเขาเป็นคนขับ ถึงตำรวจหนุ่มจะขับรถเป็น แต่เขาไม่เคยคิดอยากมีรถมาก่อนนั่นทำให้เลือกที่พักใกล้กับขนส่งสาธารณะ สำหรับริคที่เป็นทนายแล้ว การมีรถยนต์ส่วนตัวทำให้สะดวกในการออกพบปะลูกค้ามากกว่า ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันเลยระหว่างทาง เขาไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะหวนรำลึกความหลังกับพี่ชายเท่าไรนัก ต่อให้ตำรวจยังไม่ได้ตั้งข้อหาก็สามารถควบคุมตัวมาร์ตินไว้ได้ขั้นต่ำก็ยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว ในคดีแบบนี้บวกกับประวัติของเจ้าตัวแล้วเกรงว่าจะถูกกักตัวยาวนานกว่านั้น

เมื่อมาถึงสถานีตำรวจ อีแกนส์ไม่ได้เข้าไปข้างในด้วย เขาเชื่อว่าริคสามารถรับมือกับเหตุการณ์ด้านนี้ได้ ส่วนตัวเขามีอีกสถานที่นึงที่ต้องไปจึงแยกกับพี่ชายบริเวณลานจอดรถ 

ตำรวจหนุ่มก้มดูนาฬิกาก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าตัวเอง


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น