อัปเดตล่าสุด 2020-02-04 18:01:20

ตอนที่ 6 บทที่ 6

 

ตึกสูงระฟ้าในนครนิวยอร์กเป็นภาพที่เห็นจนชินตาเมื่ออาศัยอยู่ที่เมืองใหญ่แห่งนี้มาหลายปี ถนนสายเดิมที่ต้องตรวจตรา ร้านอาหารเดิม ๆ ที่ต้องแวะซื้อกาแฟ ในความจำเจกลับมีบางอย่างที่ต่างออกไป วันนี้อีแกนส์นึกถึงช่วงเช้าตอนออกจากบ้าน เห็นใบหน้าหล่อเหลาของมาร์ติน สายตาที่จ้องตอบอย่างสื่อความหมาย ริมฝีปากที่คล้ายกับเชิญชวนให้สัมผัสหากแต่ทำได้แค่คิดอยู่ในใจ ตำรวจหนุ่มอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน ยามตื่นนอนได้เห็นหน้า ยามกลับบ้านมีคนรออยู่ เขาตกอยู่ในฝันกลางวันไม่ได้ยินแม้กระทั่งคำถามจากคู่หู

“ว่าไงนะ” อีแกนส์ถามขึ้นเมื่อรู้สึกเหมือนได้ยินคำถามแว่วผ่านหู สายตาหันมามองหน้ารถแทนกระจกด้านข้าง

“ฉันถามว่านายกับพอร์ตเตอร์เป็นไงบ้าง หลังจากมื้อเย็นที่บ้านฉันน่ะ แต่เห็นแบบนี้คงไม่ต้องถามแล้วล่ะมั้ง” น้ำเสียงมีลับลมคมในดังตามมาในทันที

“พูดเรื่องอะไร”

ขณะที่เขากำลังโต้ตอบบทสนทนา จู่ ๆ ซิลเวสเตอร์ก็เหยียบเบรคกะทันหันจนอีแกนส์เกือบหน้าทิ่ม โชคดีที่ปฏิกิริยาตอบสนองทำงานโดยอัตโนมัติยื่นมือยันหน้ารถไว้ได้ทัน ก่อนจะทันได้หันไปต่อว่าเพื่อนสนิท เสียงทุบกระโปรงหน้าไล่มาถึงกระจกข้างก็ดังขึ้น ตำรวจหนุ่มหันไปก็พบว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งทุบกระจกรถด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

เขาลดกระจกถาม

“มีอะไรครับคุณผู้หญิ---

“มีคนจะโดดตึก!” เธอร้องแทรกขึ้นมาทันที “ทางนี้ เร็วเข้า!

สองตำรวจหนุ่มไม่รอช้าลงจากรถ วิ่งตามเธอไปยังอพารต์เมนต์เจ็ดชั้น เห็นผู้คนยืนอออยู่ด้านล่าง สายตาแต่ละคนจับจ้องไปยังเบื้องบน อีแกนส์เห็นผู้หญิงวัยสามสิบปลาย ๆ ผมยาวสีน้ำตาลเข้มรวบไว้ที่ด้านข้างอย่างหลวม ๆ สวมชุดคลุมนอน ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องของชั้นสาม เขารีบแจ้งศูนย์เพื่อรายงานสถานการณ์ทันทีในขณะที่ซิลเวสเตอร์รีบวิ่งเข้าไปในตึก

เมื่อผู้หญิงคนนั้นมองลงมาเห็นตำรวจ เธอก็ตะโกนไล่ อีแกนส์พยายามเจรจากับเธอให้สงบสติอารมณ์ เขาต้องการแค่ยืดเวลาไปจนกว่ากำลังเสริมจะมา เมื่อตำรวจหนุ่มสามารถดึงความสนใจจากเธอได้เขาก็แนะนำตัว

“ผมดัสติน คุณชื่ออะไร”

สายตาของเธอมองเขาด้วยความสับสน ลังเลระหว่างการคุยกับตำรวจคนนี้ต่อหรือจะกระโดดลงไปดี สุดท้ายก็ตอบคำถาม

“ลอร่า”

“โอเค ลอร่า คุณมีเรื่องอะไรไม่สบายใจ เล่าให้ผมฟังได้นะ” เสียงพูดดังกว่าปกติเพื่อให้สามารถสื่อสารกับเธอได้ถนัด ถึงจะเป็นตำรวจมานานแต่ก็ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เขายินดีไล่จับคนร้ายมากกว่าเกลี้ยกล่อมคนแบบนี้ อีแกนส์ได้แต่หวังว่าคู่หูของตนจะเข้าใกล้อีกฝ่ายได้โดยเร็ว

หญิงวัยกลางคนคนนี้ไม่ได้ลังเลเลยที่จะพูดถึงสามีตัวเอง เล่าไปก็น้ำตาคลอเบ้าไปเพราะสามีของเธอต้องทำงานแบบย้ายที่ไปเรื่อย ๆ เธอก็ยินดีที่จะย้ายตามอย่างไม่เคยปริปากบ่น ระยะหลังเธอรู้สึกได้ว่าสามีผิดปกติไป กลับบ้านไม่ตรงเวลา อ้างว่าไปทำงานแต่พอโทรศัพท์ไปที่ทำงานก็ไม่อยู่ที่นั่น เธอตัดสินใจแอบตามสามีตัวเองจนพบว่าเขาแอบคบหากับผู้หญิงคนหนึ่งอายุยี่สิบต้น ๆ และเป็นความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาเกือบปีแล้ว เธอทนไม่ได้จึงเผชิญหน้ากับฝ่ายชายปรากฏว่าเขาตั้งใจจะทิ้งเธอ ผู้หญิงคนนี้ทนอยู่ต่อไปไม่ได้หากสามีจะทิ้งเธอไป

พอเล่ามาจนถึงตอนนี้เธอก็มีแรงฮึดอยากกระโดดลงมาอีกครั้ง อีแกนส์รีบออกปากห้ามแล้วก็หันไปเห็นซิลเวสเตอร์ยืนอยู่ข้างหลังผู้หญิงคนนั้น แต่ด้วยตำแหน่งแล้วเธอยังมีโอกาสกระโดดลงมาได้อยู่ ตำรวจหนุ่มไม่รู้ว่าคู่หูพูดอะไรกับเธอบ้าง จากตรงนี้ไม่สามารถได้ยินเสียง เขาสังเกตจากสีหน้าที่เริ่มจากสีหน้าบึ้งตึงไม่พอใจจนเปลี่ยนเป็นโกรธก่อนที่สุดท้ายจะสงบลงแล้วตามซิลเวสเตอร์กลับเข้าไปในห้อง

รถจากหน่วยกู้ชีพมาถึงตอนที่ทั้งคู่ออกมาจากอาคาร เหล่าผู้คนที่ยืนมุงเปิดทางให้ซิลเวสเตอร์และลอร่าไม่นานก็คนเหล่านั้นก็แยกย้ายไป อีแกนส์เดินเข้าไปหาคู่หู สายตาของทั้งคู่มองดูผู้หญิงคนนั้นกำลังถูกหน่วยกู้ชีพตรวจเช็คร่างกาย

“นายทำได้ไง” อีแกนส์ถามขึ้น ยังรู้สึกระทึกขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ฉันก็แค่บอกว่าถ้าฆ่าตัวตายตอนนี้ สามีก็จะไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นง่ายขึ้น”

คนฟังไม่รู้ว่านั่นเป็นเรื่องดีหรือไม่แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เธอไม่กระโดดลงมาถือว่าเป็นความความสำเร็จอย่างหนึ่ง ทั้งคู่ขับรถออกจากที่เกิดเหตุและกลับเข้าสถานีอีกครั้งหลังมื้อเที่ยง

คดีของเดวิสกลายเป็นคดีที่ปิดไม่ได้เพราะคนร้ายไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้ในที่เกิดเหตุ แม้แต่ปลอกกระสุนก็เก็บไปด้วยจึงไม่สามารถเทียบกับฐานข้อมูลได้ ส่วนกระสุนที่ฝังอยู่ในตัวผู้ตายก็ไม่สามารถโยงไปถึงตัวคนร้ายได้ สายสืบส่งคนไปสอบถามเพื่อนร่วมงานก็ไม่พบพิรุธใด ๆ ผู้ตายใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เป็นเพียงพนักงานบริษัทธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น เมื่อสอบถามจากภรรยาก็ไม่ได้ความคืบหน้าเช่นกัน พวกเขาจึงมืดแปดด้าน

“เจอกันพรุ่งนี้ คู่หู” ซิลเวสเตอร์ปิดล็อคเกอร์ตัวเอง หันมาตบบ่าอีแกนส์ เขาทักกลับก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินออกไป

ตำรวจหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกจากสถานีตำรวจ ตรงไปยังสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางกลับบ้าน เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แม้จะมีเบอร์ของมาร์ตินอยู่ในเครื่องแล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวัยรุ่นที่อยากคุยกับคนที่แอบชอบแต่ดันไม่กล้าโทร เขายิ้มขืนให้ตัวเอง เก็บเครื่องมือสื่อสารลงกระเป๋ากางเกง

อีแกนส์ไม่กล้าคาดหวังว่าจะเห็นมาร์ตินยืนรออยู่หน้าห้อง อีกฝ่ายพูดชัดเจนแล้วว่ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการ แม้สงสัยแต่ก็ไม่อยากถามเพราะรู้ดีว่าจะไม่ได้คำตอบ เขากังวลถึงความปลอดภัยแต่หัวขโมยตัวเล็ก ๆ แบบนั้นจะมีปัญหาอะไรได้ หนี้สินอาจเป็นสิ่งที่เข้าทางมากที่สุด แม้รายได้ของเขาจะไม่ได้สูงมากมายนักแต่ถ้าอีกฝ่ายมีปัญหาเรื่องเงินเขาก็ยินดียื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพียงแต่คนอย่างมาร์ติน ต่อให้ปัญหาร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร คนแบบนี้เข้าถึงยากและอีแกนส์เองก็ไม่ได้รู้จักอีกฝ่ายดีนัก ทั้งที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ใช่แค่คนรู้จัก

ตำรวจหนุ่มถอนหายใจ ให้ช่วยคนไม่รู้จักกลับทำได้แต่พอเป็นคนใกล้ตัวที่สุดกลับไม่อาจเข้าถึง

ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากที่เห็นแสงอาทิตย์อัสดงส่องพื้นถนนอยู่ดี ๆ เพียงชั่วพริบตายามค่ำคืนก็เข้ามาทักทาย อีแกนส์ชินกับการกลับถึงบ้านช้าอยู่แล้ว เขารู้สึกว่าวันนี้เลิกงานเร็วเกินไปด้วยซ้ำ แต่เพราะเขียนรายงานทุกอย่างสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งกับคดีของเดวิสได้จึงต้องเดินทางกลับบ้านอย่างช่วยไม่ได้

เขาเห็นความผิดปกติทันทีที่ใกล้ถึงทาวน์โฮมตัวเอง กลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนยืนอออยู่บริเวณทางเข้า ปกติที่นี่คนไม่พลุกพล่านและไม่มีนักเลงประจำถิ่น อีแกนส์รู้ทันทีว่าคนพวกนั้นต้องการหาเรื่องเขา งานของตำรวจเป็นเรื่องปกติที่จะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอิทธิพลเบื้องหลัง แต่เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับคดีใหญ่ ๆ โดยตรงก็อดแปลกใจกับการปรากฏตัวของนักเลงกลุ่มนี้ไม่ได้

“ดัสติน อีแกนส์” หนึ่งในนั้นทักขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินตรงเข้ามา พวกนั้นไม่จำเป็นต้องรอคำยืนยันจากเขา สองในสี่ตรงเข้ามาหมายจะล็อคแขน อีแกนส์เหวี่ยงหมัดใส่ชายตัวอ้วนพอจะหันไปจัดการกับอีกคน พวกที่เหลือก็เข้ามารุมในทันที

ตำรวจหนุ่มไม่มีโอกาสได้สวนกลับไปอีกเลยนับจากนั้น เขาแทบจดจำอะไรไม่ได้นอกจากลวดลายของพื้นถนน ร่างกายบอบช้ำจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นความเจ็บปวดจากที่ใด ได้แต่มองดูเลือดของตัวเองไหลออกไปเป็นทาง พวกนั้นไม่มีอาวุธ ใช้เพียงแขนและขาเท่านั้น ยามปกติเขาคงรับมือได้แต่เล่นรุมกันแบบนี้อีแกนส์หมดทางป้องกันตัวอย่างสิ้นเชิง หากไม่ใช่เสียงของคุณป้าเจ้าของทาวน์โฮมที่ได้ยินเสียงแล้วเปิดประตูออกมาไล่ คนกลุ่มนั้นก็คงไม่ได้ไปไหน เขาสังเกตเห็นชายคนหนึ่งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพแต่ก็ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะไปใส่ใจ

คุณป้าเจ้าของทาวน์โฮมพยายามพยุงอีแกนส์ให้ลุกขึ้น แต่น้ำหนักของเขามากเกินกว่าที่หญิงวัยห้าสิบจะดึงไหว ตำรวจหนุ่มจึงต้องแบกรับความเจ็บปวด ค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้นโดยมีเธอคอยประคองเข้าไปในตัวอาคาร เนื่องจากสภาพเช่นนี้เขาไม่อาจก้าวขึ้นบันใดได้ คุณป้าจึงพาเขาไปทำแผลที่ห้องของเธอ

“ฉันว่าไปโรงพยาบาลดีกว่านะ” คุณนายบราวน์พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล มือของเธอหนักมากยามใส่ยา เขาพยายามอย่างมากที่จะไม่ส่งเสียงประท้วง

“ไม่เป็นไรครับ เจ็บแค่นี้กินยาก็หาย” แค่ประโยคง่าย ๆ อีแกนส์ยังใช้เวลาในการพูดนานกว่าปกติ เพราะทุกครั้งที่อ้าปาก กรามของเขาก็ประท้วงด้วยความเจ็บปวด ตาข้างหนึ่งยังลืมได้ไม่เต็มที่ แม้เลือดจะหยุดไหลและใส่ยา พันผ้าเรียบร้อยแล้ว แต่ตำรวจหนุ่มก็ยังไม่อาจยืนตรงได้

“ยังจะฝืนอีก สภาพแบบนี้ขึ้นบันไดไม่ไหวหรอก” เธอเอ็ดเข้ามาประคองให้อีแกนส์นั่งลงอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเริ่มทนความดื้อของเขาไม่ไหว “มีใครที่ฉันจะพอโทรตามได้ไหม เธอเป็นตำรวจนี่ ให้ฉันแจ้งความหรือเปล่า”

“ไม่ต้องครับ” เขารีบตอบ รวบรวมพละกำลังอีกครั้งเพื่อลุกขึ้นยืน ยามที่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก็ต้องพบกับความเจ็บแสบจนแทบหน้ามืด “ขอบคุณครับ คุณนายบราวน์”

อีแกนส์ละเลยต่อเสียงห้ามปรามของเธอ พาตัวเองขึ้นไปยังชั้นสอง มือที่ไขกุญแจสั่นระริกพร้อมสบถออกมาเบา ๆ เป็นถึงตำรวจแท้ ๆ แต่กลับถูกรุมทำร้ายได้ ทันทีที่กลับเข้าห้อง เขาก็ทิ้งตัวลงบนโซฟา พยายามทบทวนอีกครั้งว่าช่วงนี้ไปเกี่ยวข้องกับคดีอะไรร้ายแรงหรือเปล่า ทว่าสมองก็ไม่สามารถคิดอะไรได้ปลอดโปร่งนัก เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบแต่ก็ต้องไอออกมาแทบทันที ท่าทางภายในจะบอบช้ำกว่าที่คิด

ตำรวจหนุ่มหัวเสียเอนตัวพิงโซฟา สายตาจับจ้องไปบนเพดาน นักเลงสี่คนนั้นถึงจะสวมฮู้ดแต่ก็ไม่คิดจะปกปิดใบหน้าของตัวเอง เขาไม่คุ้นใบหน้าพวกนั้นอาจไม่ใช่แก๊งที่อยู่โซนนี้ คงต้องถูกใครจ้างวานมาอีกทีแน่นอน

ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่ามาร์ตินอาจเป็นหนี้อยู่จริง ๆ เจ้าหนี้เลยส่งคนมาทำร้าย

“ไร้สาระ”

 

 อีแกนส์ไม่รู้ว่าตัวเองนอนหลับไปนานแค่ไหน เขารู้สึกตัวอีกทีตอนที่ได้ยินเสียงเคาะประตูปึงปัง ไม่ค่อยมีใครมาหาเขาเท่าไรนัก ดังนั้นจึงเดาได้ไม่ยากว่าคนที่อยู่หน้าประตูเป็นใคร

ตำรวจหนุ่มส่งเสียงตอบรับเมื่ออีกฝ่ายยังเคาะไม่เลิกราวกับมีเรื่องร้อนใจ เขาไม่สามารถเดินไปยังจุดหมายได้รวดเร็วเหมือนยามปกติ ทุกอย่างก้าวส่งผลให้ร้องครางต่ำ ๆ ออกมา ทางเดินแค่ไม่กี่เมตรแต่รู้สึกยาวไกลเป็นไมล์

เมื่อเปิดประตูก็เห็นมาร์ตินกำลังจะขยับตัวเข้ามาหา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสภาพของเขา ช่วงวินาทีนั้นสัญชาตญาณแบบตำรวจของเขาเกิดทำงานขึ้นมา ดวงตาที่แสดงออกถึงความตกใจนั่นคล้ายแฝงบางอย่างเอาไว้ อีแกนส์รีบสลัดความรู้สึกนั้นออกไป

“คุณบาดเจ็บ” มาร์ตินยื่นมือสัมผัสใบหน้าอย่างแผ่วเบา แต่ร่างกายเขาเหมือนจะป้องกันตัวเองโดยอัตโนมัติแสดงความเจ็บปวดออกไปเสียก่อน มือข้างนั้นจึงชักกลับอย่างรวดเร็ว

“ไม่เป็นไรมาก เข้ามาก่อนสิ” เห็นได้ชัดว่าคำพูดกับสภาพของเขาตอนนี้ขัดแย้งกัน อีกฝ่ายมีสีหน้าเศร้าขึ้นมาทันทีจึงอดไม่ได้ที่จะถามกลับไป “เป็นอะไรหรือเปล่า”

มาร์ตินส่ายหน้าก่อนจะเข้ามาช่วยประคองเขาไปนั่งยังโซฟา

“ไปโรงพยาบาลหรือยัง” ดวงตาสีฟ้าสำรวจไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอีแกนส์ที่ยังหลงเหลือร่องรอยการถูกทำร้ายเอาไว้ แม้จะทำแผลแล้วก็ตาม “อยู่เฉย ๆ”

อีแกนส์มองชายหนุ่มเดินไปยังห้องครัวก่อนจะกลับมาพร้อมถุงประคบเย็น สีหน้านิ่งเฉยราวกับที่ตกใจเมื่อครู่นั้นเป็นเรื่องโกหก 

“วางไว้ที่ตาแล้วถอดเสื้อออก” มาร์ตินไม่แม้แต่จะหันมองว่าอีแกนส์ทำตามที่ตัวเองบอกหรือไม่ เขาตรงไปห้องน้ำหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาตั้งบนโต๊ะรับแขก แล้วย้อนกลับไปอีกครั้งเพื่อหยิบผ้าขนหนูกับชามอ่างบรรจุน้ำ เขานั่งลงข้าง ๆ แล้วเริ่มแกะผ้าพันแผลและพลาสเตอร์ออก

ตำรวจหนุ่มปิดปากเงียบมองดูคนตรงหน้าทำความสะอาดร่างกายของเขา น้ำหนักมือเบากว่าคุณป้าเจ้าของห้องเช่าแถมยังคล่องแคล่วว่องไวกว่าเยอะ เขาวางใจและรู้สึกผ่อนคลาย ประคบเย็นบริเวณดวงตาแล้วปล่อยให้มาร์ตินดูแลแผลบริเวณอื่น

“เจ็บหรือเปล่า”

อีแกนส์ไม่ต้องเสียเวลาตอบเลยด้วยซ้ำยามที่อีกฝ่ายกดมือยังบริเวณใต้ซี่โครงและท้อง เสียงร้องของเขาตอบคำถามได้อย่างแจ่มชัด

“ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องไปโรงพยาบาลนะรู้ไหม” มาร์ตินพูดขึ้นก่อนจะขมวดคิ้ว “ยิ้มทำไม”

“เห็นนายเป็นห่วงฉันแบบนี้ก็หายเจ็บขึ้นมาทันที”

“ปากดี” ชายหนุ่มพูดก่อนจะขยับเข้าใกล้ แวบแรกอีแกนส์เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะจูบแต่อันที่จริงมาร์ตินแค่อยากดูแผลบนใบหน้าเขาเท่านั้น นอกจากตาซ้ายบวมจนเกือบลืมไม่ขึ้นแล้วก็มีรอยช้ำที่กราม รอยแตกที่คิ้วขวา ส่วนเลือดกำเดาหยุดไหลไปนานแล้ว “เป็นตำรวจแต่ทำไมหมดสภาพแบบนี้ ไม่ไหวเลย”

และแล้วรอยยิ้มแรกของอีกฝ่ายนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องก็ผุดขึ้น มาร์ตินถอนหายใจเฮือกใหญ่ อีแกนส์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปง่าย ๆ ยื่นมือข้างที่เป็นอิสระคว้าลำคออีกฝ่ายให้โน้มเข้าหา ทว่ายามที่ริมฝีปากสัมผัสกันเขาก็แทบเสียใจในทันที

“เจ็บตัวแล้วยังจะทะลึ่งอีก” มาร์ตินตีแขนเบา ๆ เป็นการลงโทษก่อนจะชิงลุกขึ้นหนี ทำทีเป็นเก็บของพลางบอกให้เขาไปนอนพัก แต่อีแกนส์เหนื่อยล้าเกินกว่าจะลุกจากที่นั่ง หลังกินยาแก้ปวดเสร็จก็เอนตัวนอนลงบนโซฟาอย่างทุลักทุเลเพื่อให้แผลถูกกระทบกระเทือนน้อยที่สุด

“มาร์ต คืนนี้ค้างที่นี่ได้ไหม”

เขามองดูสีหน้าลำบากใจของคนถูกถาม เสียงถอนหายใจตามมาอีกครั้ง คราวนี้เบากว่าตอนแรก

“จะนอนก็ไปนอนที่เตียง”

“อย่าใจร้ายกับคนเจ็บนักเลย ฉันลุกไม่ไหว”

มาร์ตินถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เดินไปหยิบผ้าห่มสำรองมาให้เขา อีแกนส์รู้ทันอีกฝ่ายจึงต้องรีบดักคอ

“ไม่ต้องนอนเฝ้าตรงนี้นะ ไปนอนที่เตียง ห้ามเถียงด้วย มีของกินในตู้เย็น ทำตัวตามสบาย”

“ครับ แม่” อีกฝ่ายขานรับ ลูบศีรษะของเขาอย่างรักใครเอ็นดูก่อนจะตามด้วยจุมพิตบริเวณหน้าผากแล้วเดินจากไป 

อีแกนส์ได้ยินเสียงแว่วจากในครัวทว่าเขาก็อ่อนล้าเกินกว่าจะบังคับเปลือกตาให้ลืมต่อได้ ไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทรา หลับลึกอย่างไม่รู้ตัว 

เขาตื่นขึ้นมากลางดึก ภายในห้องไม่มีแสงสว่าง แต่ด้วยความเคยชินจึงสามารถจดจำได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง อีแกนส์ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากโซฟา ความปวดเมื่อยแล่นไปทั่วร่าง ตาซ้ายสามารถลืมได้เต็มที่ เขาวางถุงประคบเย็นที่ตกอยู่ข้างตัวลงบนโต๊ะรับแขก เดินตรงไปยังส่วนของห้องนอนอย่างช้า ๆ อาการบอบช้ำทุเลาลงไปมากอย่างรู้สึกได้

เมื่อเดินมาถึงที่นอนก็เห็นมาร์ตินนอนหลับอยู่บนนั้น เป็นภาพที่เขาสามารถมองได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ ตำรวจหนุ่มปีนขึ้นเตียงอย่างเบามือเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตื่นแต่ท่าทางมาร์ตินจะตื่นง่ายกว่าที่เขาคิด เพียงแค่สอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มดวงตาสีฟ้าก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ

“ขอโทษที่ทำให้ตื่น” เสียงของอีแกนส์แหบกว่ายามปกติจนเจ้าตัวยังแปลกใจ

ชายหนุ่มส่ายหน้า เขยิบตัวเข้ามาในอ้อมแขน น่าแปลกที่อีแกนส์ไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด หรือต่อให้เจ็บเขาก็คงไม่บอกให้อีกฝ่ายหยุด ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นมองตอบอย่างหวานเยิ้มจนหัวใจสั่นไหวขึ้นมา ริมฝีปากคู่สวยจุมพิตใต้คางอย่างแผ่วเบา นิ้วมือเรียวยาวไล่ไปตามร่างกายท่อนบน เขาไม่ได้สวมเสื้อก็เหมือนเตรียมพร้อมไปแล้วเกือบครึ่ง

“ม...มาร์ต!” ชายหนุ่มสะท้านวาบเมื่อมือข้างนั่นเลื่อนต่ำไปยังเป้ากางเกง มาร์ตินสงสัยสายตาแฝงนัยกลับมาก่อนยันตัวเองขึ้นมาด้วยแขนข้างหนึ่งแล้วก้มลงพรมจูบตั้งแต่ลำคอลงมายังแผงอกไล่ต่ำมาตามลำตัวเรื่อย ๆ พร้อมด้วยสองมือค่อย ๆ ปลดเข็มขัดของเขาออก

เมื่ออวัยวะส่วนล่างหลุดพ้นจากเนื้อผ้าก็เห็นได้ชัดถึงความพร้อมของอีแกนส์ มุมปากมาร์ตินยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แค่มีสายตาคู่นั้นจ้องมองตำรวจหนุ่มก็เจียนคลั่ง แต่ผู้ชายคนนี้รู้จักหยอกล้อกับความต้องการของเขา อีแกนส์เฝ้ามองทุกอากัปกิริยาของคนรัก ศีรษะเคลื่อนต่ำลงมาใกล้ สัมผัสได้ถึงคงลมหายใจอุ่นร้อน ริมฝีปากคู่นั้นเผยอออกเกือบสัมผัสตรงจุดที่เขาต้องการ

ตำรวจหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ
            อีแกนส์ลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึก ท่าทางเขาจะหายดีแล้วถึงได้ฝันอะไรเช่นนี้ได้ ทว่าพอยันตัวเพื่อลุกขึ้นนั่งความเจ็บปวดก็โถมเข้าใส่จนน้ำตาแทบเล็ด บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน ตาซ้ายใช้งานได้เป็นปกติ เขาลุกขึ้น เดินกุมซี่โครงตรงไปยังส่วนของนอนและเห็นมาร์ตินนอนอยู่บนนั้น สิ่งที่ต่างไปจากฝันคืออีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตอนที่เขานอนลงข้าง ๆ เขาลูบศีรษะคนข้างกาย รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าทว่าไม่ได้ลืมตาขึ้นมา มาร์ตินเพียงแค่พลิกตัวเข้าหา สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาที่นี่ด้วยสาเหตุใด 

สำหรับพวกเขาแล้ว เพียงแค่คิดถึงจึงมาหาไม่น่าใช้เป็นคำตอบได้

วันรุ่งขึ้นอีแกนส์เรียกรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาลโดยมีมาร์ตินนั่งมาเป็นเพื่อนด้วย หลังจากตรวจร่างกาย เอ็กซเรย์ ทำแผลเสร็จเรียบร้อยก็พบว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงเท่าไรนัก แต่หมอก็ออกใบรับรองแพทย์กำชับให้เขาหยุดงานเป็นเวลาสามวัน ตำรวจหนุ่มพยักหน้ารับคำแต่ก็ตั้งใจว่าจะไปทำงานอยู่ดี

เมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจก็ไม่เห็นมาร์ติน อันที่จริงนับตั้งแต่ที่เดินเข้าห้องตรวจไปเขาก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นแล้ว บางทีอีกฝ่ายอาจไม่ชอบโรงพยาบาลและกลับไปก่อนแล้ว หากเป็นเช่นนั้นตำรวจหนุ่มคงต้องผิดหวังมากแน่ ๆ อีแกนส์เดินผ่านล็อบบี้เพื่อไปยังทางออกก็พบอีกฝ่ายนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แถวนั้น เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางสาวเท้าเข้าไปหา

“นึกว่าจะกลับไปแล้ว” ตำรวจหนุ่มไม่คิดที่จะปกปิดความยินดีในตอนนี้ เขาฉีกยิ้มจนแก้มปริ

“หมอบอกว่าไงบ้าง”

“แข็งแรงดี ไม่ต้องห่วง แค่กินยาเดี๋ยวก็หาย” อีกฝ่ายหรี่ตามองบ่งบอกว่าไม่เชื่อคำพูดของเขาแม้แต่นิดเดียวก่อนจะส่ายศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย อีแกนส์วางมือบนบ่า ออกแรงบีบเบา ๆ เรียกความเชื่อมั่น “แค่นี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอกนะ ว่าแต่ ที่นายมาหาเมื่อวาน...”

“ถ้าคุณไม่เป็นอะไรแล้ว ผมก็ขอตัวกลับ” มาร์ตินล้วงสองมือเข้ากระเป๋าเสื้อฮู้ดตัวเอง กิริยาที่แสดงออกถึงการปกป้องตัวเองและไม่ต้องการให้ถามเซ้าซี้ หลายครั้งที่อีแกนส์คิดจะทำลายกำแพงอีกฝ่าย ทว่าเขากลัวผลที่ตามมา หากต้องเสียอีกฝ่ายไปสู้ไม่ต้องรู้เลยจะดีกว่า มาร์ตินเป็นผู้ใหญ่แล้วและสามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ นั่นคือสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ต้องการบอกกับเขา

“เข้าใจแล้ว” ในความเข้าใจแฝงความไม่เข้าใจเอาไว้จนล้น อีแกนส์ได้แต่สลัดความกังวลพวกนั้นออกไป “เย็นนี้จะได้เจอกันไหม” 

มันเป็นความเจ็บปวดที่พวกเขาไม่ได้มีหลักประกันอะไรต่อกัน มาร์ตินอยากมาก็มา ไม่อยากมา เขาก็ไม่มา แต่ที่อีแกนส์ยอมให้ความสัมพันธ์แบบนี้ดำเนินต่อไปเพราะเขาชอบช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขมากกว่าช่วงเวลาหลายเดือนในชีวิตด้วยซ้ำ

มาร์ตินไม่ได้ตอบในทันที เขาตรงเข้ามาใกล้กระซิบบางอย่างข้างใบหู คำพูดพวกนั้นทำเอาคนฟังใจเต้นแรงแทบอยากลืมว่าตัวเองบาดเจ็บแล้วพาผู้ชายคนนี้กลับบ้านในทันที

“ฉันจะรอ” อีแกนส์ตอบ เฝ้ามองชายคนนั้นเดินออกจากโรงพยาบาลไป

เขามาถึงสถานีตำรวจหลังเที่ยงวัน แวะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ล็อคเกอร์ก่อนจะเดินออกมาเห็นคู่หูนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน พออีกฝ่ายเห็นสภาพของเขาก็แทบไล่กลับบ้านทันที

“หมอสั่งให้หยุดยังจะไม่หยุดอีก พ่อตำรวจดีเด่นประจำเขต 2” ฟังน้ำเสียงดูก็รู้ว่าประชด อีแกนส์ทำหูทวนลม

“ขับรถให้หน่อย”

“ไปไหน” ซิลเวสเตอร์ลุกขึ้น เดินตามเพื่อนสนิทไปยังลานจอดรถ อีแกนส์ยังไม่ตอบคำถามกระทั่งพวกเขาเข้าไปอยู่ในรถแล้วบอกจุดหมายปลายทางทำเอาคนฟังเลิกคิ้วอย่างสงสัย “ไปทำอะไรที่นั่นน่ะ” 

ถึงปากจะถามแต่มือก็ติดเครื่องยนต์ขับออกจากสถานีตำรวจ

อีแกนส์เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวานตอนที่ชายสี่คนนั้นเข้ามารุมทำร้าย ถึงเขาจะไม่สามารถตอบโต้อะไรไปได้มากเท่าที่ควรแต่ก็พอมีหลักฐานที่จะสามารถนำไปค้นหาในฐานข้อมูลได้ เนื่องจากไม่ใช่งานที่เกี่ยวข้องกับคดีจึงอยากไปหาเจ้าหน้าที่แล็บด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็เป็นคนรู้จักกันน่าจะพอช่วยตรวจสอบให้ได้

อาคารสูงชะลูดตั้งอยู่ในย่านพลุกพล่านเป็นที่ตั้งของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน สถานที่ทำงานในฝันของอีแกนส์ สองหนุ่มเรียกลิฟท์ไปยังชั้นห้องปฏิบัติการ พวกเขามาที่นี่บ่อยเพราะมักอาสาเป็นคนนำหลักฐานจากที่เกิดเหตุมาส่ง ทำให้มีโอกาสตีสนิทเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคทราบความคืบหน้าของคดีอยู่หลายครั้ง

“เกรซี่” ตำรวจหนุ่มโผล่หน้าเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ รอบห้องเป็นกระจกทำให้มองเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังสนใจอยู่กับกล้องจุลทรรศน์ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไป

ผู้หญิงผมสีน้ำตาลบลอนด์วัยสามสิบต้น ๆ ละสายตาจากสิ่งตรงหน้า เมื่อหันมาทางต้นเสียงแล้วเห็นอีแกนส์ก็ทำสีหน้าไม่ต้อนรับแขกในทันที

“เดี๋ยวสิ ทำไมทำหน้าแบบนั้น” เขาร้องขึ้นพลางก้าวเท้าเข้ามาในห้องขณะที่ซิลเวสเตอร์ยืนรออยู่ด้านนอก

“เธอไม่ได้ทำคดีอะไรอยู่ไม่ใช่เหรอ หรือจะมาบอกว่าฉันจอดรถผิดที่ แล้วนี่ไปทำอะไรมาหน้าถึงได้เยินแบบนั้น”

อีแกนส์เล่าให้อีกฝ่ายฟังแบบรวบรัดและตัดตอนที่สุดโดยเปลี่ยนจากเรื่องที่ตัวเองโดนรุมทำร้ายเป็นมีเรื่องชกต่อยแทน

“ฉันงานยุ่งนะ” เธอเดินหนีไปยังคอมพิวเตอร์ข้าง ๆ ตำรวจหนุ่มเดินตามอย่างไม่ลดละ หยิบซองใสใส่หลักฐานออกมา

“ช่วยดูให้หน่อยว่ามีอยู่ในฐานข้อมูลหรือเปล่า”

เกรซี่เลิกคิ้ว จ้องตาราวกับจะจับผิด

“มีเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า”

“ช่วยหน่อยได้ไหม”

ถ้าให้เล่นเกมจ้องตาล่ะก็ ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ใช่มาร์ตินเขาย่อมชนะอย่างแน่นอน คราวนี้ก็เช่นกัน เธอถอนหายใจ รับถุงใส่หลักฐานเป็นคอตตอนบัดที่เขาใช้เช็ดเลือดหนึ่งในคนร้ายออกมาจากเล็บของตัวเอง

“ขอบคุณ ไว้คราวหน้าจะเอาช็อกโกแลตมาฝาก”

“เธอควรจะเอาของขวัญมาให้ก่อนนะ” เกรซี่พูดไล่หลัง โบกมือให้อีกฝ่ายรีบ ๆ ออกไปจากห้องของเธอ อีแกนส์ขอบคุณอีกครั้งก่อนเดินออกไปสมทบกับซิลเวสเตอร์แล้วกลับออกไปด้านนอกอาคาร

ระหว่างทางกลับไปยังสถานีตำรวจ ซิลเวสเตอร์ก็พยายามหาสาเหตุการรุมทำร้ายที่เกิดขึ้น คนปกติทั่วไปไม่มีใครอยู่ ๆ มาซ้อมตำรวจแบบนี้ ที่สำคัญทรัพย์สินในตัวก็ยังอยู่ครบย่อมไม่ใช่การปล้นชิงทรัพย์แน่นอน ลักษณะท่าทางเหมือนต้องการส่งข้อความ

“นายบอกว่าพวกนั้นถ่ายรูปไปด้วยใช่ไหม” อีแกนส์พยักหน้า “จะเกี่ยวอะไรกับคนในครอบครัวนายหรือเปล่า”

“มีแค่ริคที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก แต่การทำร้ายฉันไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี” ถึงพี่ชายของเขาจะเป็นทนาย แต่การมาหาเรื่องเขาเพื่อข่มขู่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ สิ่งเดียวที่เป็นไปได้ในตอนนี้ก็คือ...

“พอร์ตเตอร์เหรอ” ชายหนุ่มไม่ได้ตอบ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่คู่หูของเขาก็คิดเช่นนั้น ทว่าการถามมาร์ตินตรง ๆ ไม่มีทางได้คำตอบเพราะฉะนั้นเขาต้องค้นหาด้วยตัวเอง เสียงถอนหายใจของซิลเวสเตอร์ดังขึ้น “ฉันไม่เข้าใจพวกนายสองคนจริง ๆ”

“ฉันก็เหมือนกัน” 

 

อีแกนส์กลับถึงบ้านตอนฟ้ามืด เขาพยายามทนนั่งทำงานที่โต๊ะจนถึงเวลาเลิกกะ ไม่นึกว่าขนาดอยู่เฉย ๆ แล้วร่างกายยังประท้วงด้วยความเจ็บปวดออกมาได้ ตำรวจหนุ่มทิ้งตัวนอนลงบนเตียงแทบจะทันที หมอคนนั้นพูดถูกเขาควรพักงานมากกว่าฝืนสังขารอยู่แบบนี้ ความอ่อนเพลียโถมใส่ไม่รู้เลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน

ตำรวจหนุ่มตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเหมือนมีคนอื่นอยู่ในห้อง มือของเขาคว้าปืนพกบนชั้นวางของข้างเตียงโดยอัตโนมัติ สองเท้าค่อย ๆ เดินไปบนพื้นไม้เนื้อแข็งอย่างระมัดระวัง ภายในห้องไม่ได้เปิดไฟจึงต้องอาศัยแสงจากไฟฟ้าด้านนอกกับความคุ้นชินของสภาพพื้นที่ในการเดินไปยังส่วนของห้องนั่งเล่น เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้งจากในครัว อีแกนส์ยกปืนขึ้นเล็งไปตรงหน้า เสียงแก้วแตกก็ตามมาในทันที

“มาร์ต!

“คุณ...ถือปืนทำไม” มาร์ตินถามขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก อีแกนส์รีบวางปืนไว้ที่ชั้นหนังสือทันที

“นายเข้ามาได้ไง” ตำรวจหนุ่มเดินตรงเข้าไปหมายจะช่วยอีกฝ่ายเก็บเศษแก้วน้ำบนพื้น แต่แค่จะนั่งยอง ๆ เขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อความเจ็บปวดยังคงอยู่

“ผมจัดการเอง” เขาบอก “ผมเคาะประตูหลายทีก็ไม่มีเสียงตอบ นึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณเลยถือวิสาสะเข้ามา ไม่นึกว่าจะกลายเป็นเกือบโดนคุณฆ่า”

อีแกนส์ยิ้มแห้ง ปกติแล้วไม่มีใครมาหาเขาในยามวิกาลเช่นนี้ยกเว้นผู้ชายคนนี้ อีกฝ่ายสวมเสื้อยืดกับกางเกงในแบบขาสั้น ท่าทางจะปีนขึ้นมานอนบนเตียงโดยที่เขาไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว

“คุณไปนอนต่อเถอะ” มาร์ตินเดินกลับเข้าห้องครัวไปล้างมือ อีแกนส์อดไม่ได้ที่จะมองแผ่นหลังอีกฝ่าย สายตาของเขาก้มมองต่ำโดยอัตโนมัติ

“ฉันตื่นแล้ว”

ดวงตาสีฟ้ามองกลับก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มช้า ๆ มาร์ตินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ เอียงศีรษะเล็กน้อยรู้สึกได้ถึงความเย้ายวนออกมาจากลำคอขาวนวล ยามที่อีกฝ่ายยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเขาเป็นดั่งไฟเขียวให้ตำรวจหนุ่มรั้งเอวเข้าแนบชิดแล้วจุมพิตลงบนริมฝีปากคู่นั้นอย่างดูดดื่ม อีแกนส์ตักตวงทุกความหอมหวานอย่างตะกรุมตะกรามราวกับเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอมานาน

“ดัสติน คุณอยู่เฉย ๆ” มาร์ตินพูดขึ้นระหว่างจูบด้วยเสียงหอบหายใจ ที่ทำให้เขายอมทำตามทุกอย่างที่อีกฝ่ายปรารถนา

อีแกนส์นอนลงบนเตียงอย่างว่าง่าย เพียงพริบตาเดียวเสื้อยืดก็ถูกถอดออกอย่างเร่งรีบโดยชายที่นั่งคร่อมบนลำตัวของเขา ตำรวจหนุ่มเก็บกุญแจมือไว้ในล็อคเกอร์ที่ทำงานแต่ก็มีสำรองอยู่ในลิ้นชักชั้นวางของข้างเตียง มาร์ตินหยิบออกมาพร้อมกับของอีกสองสามชิ้นที่ต้องใช้ในเวลาถัดมา เขาใส่กุญแจมือบนข้อมือซ้ายของอีแกนส์ อีกฝั่งล็อคติดกับหัวเตียง พอเขายืนมือข้างที่เป็นอิสระขึ้นมาก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อเจอสายตาห้ามปราม

“เดี๋ยวผมมา” 

มาร์ตินลงจากเตียงโดยมีสายตาของอีแกนส์มองตามไปติด ๆ เขาเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเนคไทออกมาหนึ่งเส้นก่อนจะกลับมาประจำที่เดิม

“คุณไม่ควรขยับตัวมาก ดัสติน” มาร์ตินพูดพลางมัดข้อมือขวาของอีแกนส์ด้วยเนคไทผูดติดกับเตียง ออกแรงดึงเล็กน้อยเพื่อทดสอบก่อนหันกลับมาสบตา “คืนนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผม”

ตำรวจหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอยามเฝ้ามองคนรักปลดเปลื้องเสื้อผ้าบนร่างกายของตน ผิวกายเนียนละเอียดปรากฏสู่สายตา เรือนร่างผ่ายผอมกว่าที่เคยเห็นคาดว่าน้ำหนักคงลดลงไปบ้าง แต่อีแกนส์ก็ไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องนั้นเมื่อริมฝีปากแสนเย้ายวนเริ่มพรมจูบตามซอกคอและแผงอก หากไม่ใช่เพราะความเจ็บที่เกิดจากกุญแจข้อมือเขาคงคิดว่าเป็นความฝันอย่างแน่นอน มาร์ตินเลื่อนริมฝีปากต่ำลงถึงขอบกางเกง ส่งปลายลิ้นไล่เลียจากหน้าท้องขึ้นบน เขาสูดปากอย่างเสียวซ่าน เมื่อมือคู่นั้นให้อิสระภาพแก่ท่อนล่างของเขา อีแกนส์แทบอยากเอื้อมมือไปสัมผัสเส้นผมนุ่มลื่นนั่น กดอีกฝ่ายให้อยู่ในที่ ๆ เขาต้องการ มาร์ตินรับรู้ถึงความคิดของเขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมา

“หากมือข้างนั้นเป็นอิสระ” สายตาของเขาหันไปทางมือขวาที่ผูกติดกับเนคไท “ผมจะหยุด”

อีแกนส์หยุดความพยายามที่จะแกะเงื่อนที่จำกัดการเคลื่อนไหวของเขาทันที มาร์ตินพูดถูกเขาไม่ควรขยับตัวมาก ปล่อยให้อีกฝ่ายปรนนิบัติทุกซอกทุกมุมเช่นนี้ดีที่สุด โพรงปากอุ่นร้อนครอบครองความปรารถนาของเขาอย่างรุนแรง มือทั้งสองสอดประสานการเคลื่อนไหวผลักดันอารมณ์วาบหวามให้พุ่งสูงเกินขีดจำกัด อีแกนส์ไม่มีโอกาสแม้แต่จะหอบหายใจเมื่อคนรักปิดปากด้วยจูบอันเร่าร้อนสัมผัสรสชาติตัวเองผ่านการเคลื่อนไหวของปลายลิ้น ที่พัวพันจนไม่อาจแยกแยะจุดเริ่มต้นและจุดจบได้

“มาร์ต เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” เขาต้องถามเพราะยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

“ทำไมครับ ผมทำแบบนี้ให้คุณไม่ได้เหรอ” น้ำเสียงตอบกลับแฝงความซุกซนอยู่ภายใน หลังจากนั้นมาร์ตินก็แสดงให้เห็นว่าสามารถซุกซนได้ถึงเพียงไหน อีแกนส์ใจเต้นรุนแรงจนแทบทะลุออกมาจากอกยามเห็นอีกฝ่ายช่วยตัวเองอยู่ตรงหน้า การเคลื่อนไหวของมือทั้งสองทำให้คนมองได้แต่ส่งเสียงคำรามภายในลำคอ และเมื่อความต้องการได้รับการตอบสนองก็เปลี่ยนห้องทั้งห้องให้อบอวลไปด้วยเพลิงราคะที่พร้อมเผาไหม้ทุกการกระทำของคนทั้งคู่

หยาดน้ำเอ่อล้นบนดวงตาสีฟ้าคู่สวย ทั้งคู่ค้นพบประสบการณ์แปลกใหม่ระหว่างกัน อีแกนส์ไม่สนใจคำเตือนของอีกฝ่าย รู้ดีว่ามาร์ตินถลำลึกเกินกว่าจะหยุดยั้งได้ แต่ตัวเขาจะเป็นบ้าแน่นอนหากไม่ได้สัมผัสร่างกายอันเย้ายวนตรงหน้าในเวลานี้ เขาปลดปล่อยข้อมือตัวเองเป็นอิสระจากพันธนาการเพิกเฉยต่อความเป็นจริงที่ว่าหลังจากนี้อาจจะทำให้แผลได้รับการกระทบกระเทือน ทั้งคู่เปล่งเสียงเสนาะหู ปลายเล็บของมาร์ตินจิกลงบนหน้าท้องจนเกิดรอยแดง แผนหลังแอ่นสะท้านก่อให้เกิดภาพอันสวยงามทว่าทุกอย่างก็พร่าเลือนไปชั่วขณะก่อนที่จะพบว่าอีกฝ่ายซบลงบนแผงอกของเขา

ภายในห้องอันมืดสนิทมีเพียงแค่เสียงหอบหายใจของชายทั้งสองปกคลุมไปด้วยอุณหภูมิร้อนระอุ

“ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดอะไรขึ้นกับนาย แสดงว่าฉันทำอะไรดี ๆ ให้หรืออย่างไร” อีแกนส์ถามพลางลูบศีรษะชายในอ้อมแขน มืออีกข้างยังคงถูกพันธนาการไว้และอีกฝ่ายยังไม่มีทีท่าที่จะปลดกุญแจ

“ทุกอย่าง คุณทำให้ผมทุกอย่าง”

มาร์ตินมองตอบ สัญชาตญาณความเป็นตำรวจเข้ามาครอบงำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายไป อีแกนส์รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่มองไม่เห็นล่องลอยอยู่ตรงหน้า ทว่าไม่สามารถชี้เฉพาะได้ว่ามันคือสิ่งใด

มาร์ตินเคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาขยับตัวเข้าใกล้...ใกล้เสียจนอีแกนส์รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นมือทั้งสองกำขอบเตียงไว้แน่นและทำให้ส่วนนั้นของร่างกายอยู่ตรงหน้าเขา ตำรวจหนุ่มเลียริมฝีปากอันแห้งผากของตน สิ่งที่เขาต้องใช้คือริมฝีปากกับมืออันเป็นอิสระเพียงข้างเดียว เพื่อเรียกเสียงครางสะท้านจากร่างตรงหน้าสนองความสุขสมให้กับชีวิตรักบนเตียงของพวกเขา

 

“ดัสเฮ้ดัสฟังอยู่หรือเปล่า

 เสียงของซิลเวสเตอร์ปลุกตำรวจหนุ่มให้หลุดออกมาจากความทรงจำอันเร่าร้อนเมื่อคืน แม้สุดท้ายแล้วเขาจะไม่อาจรั้งให้มาร์ตินอยู่ต่อตลอดคืนได้และกลับไปก่อนฟ้าสางทว่าก็ทิ้งร่องรอยอะไรหลาย ๆ อย่างให้เขาคิดถึง และเฝ้ารอการพบกันครั้งต่อไปมากขึ้นกว่าเดิม เสียงของเพื่อนสนิทดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขายังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไป

“ให้ตายเถอะ ฉันยินดีขับรถให้ทั้งสัปดาห์เพราะเห็นว่าร่างกายนายยังไม่พร้อมสมบูรณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่านายจะนั่งเหม่อแบบนี้ได้นะ”

“ขอโทษที” เขาตอบและเมื่อกำลังจะกลับไปนั่งเหม่อก็ถูกคู่หูตีที่ไหล่อย่างแรงจนสะดุ้งสุดตัว “จะทำแบบนั้นทำไมเนี่ย!

“ตั้งใจทำงาน คุณตำรวจอีแกนส์”

อีแกนส์พยักหน้ารับ จู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา เขายอมรับว่ามาร์ตินทำตัวแปลกไปนับตั้งแต่เขาถูกรุมทำร้ายและเมื่อคืนเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง เขาต้องหยิกตัวเองหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยหลักฐานบนหน้าท้องกับที่ข้อมือก็ยืนยันให้ได้ ดีที่ช่วงนี้พวกเขาสวมเครื่องแบบแขนยาว หากสวมแขนสั้นล่ะก็คงได้มีคำถามเกิดขึ้นมากมายแน่ ๆ ว่าทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงได้มีรอยแดงรอบข้อมือราวกับถูกจับใส่กุญแจมืออย่างนั้น

“ซิม นายเคยมีความสุขมาก ๆ จนตัวลอยแต่...” อีกฝ่ายแย้งขึ้นทันควันว่าไม่อยากฟังเรื่องราวความรักอันซับซ้อนของเขา แต่อีแกนส์ก็พูดต่ออย่างไม่สนใจ “ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไหม”

“อะไรกัน เด็กนั่นใช้เซ็กส์ปิดปากนายเหรอไง”

“อะไรนะ”  

“ก็เหมือนเวลาเราทำอะไรสักอย่างผิดต่ออีกฝ่าย แล้วเมื่อรู้สึกว่ากำลังจะถูกจับได้ก็เลยพาอีกฝ่ายขึ้นสวรรค์นับครั้งไม่ถ้วน ด้วยท่วงท่าแปลกใหม่อย่างไม่เคยทำมาก่อน”

อีแกนส์ไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องนั่งฟังคำอธิบายที่ชัดเจนแจ่มแจ้งจนเห็นภาพเมื่อคืนฉายซ้ำในหัวสมองแบบนั้นด้วย คำพูดของซิลเวสเตอร์เหมือนจะสะกิดบางอย่างในใจ

“เฮ้ย ฉันล้อเล่น เรื่องแบบนั้นมันมีที่ไหนกัน” เพื่อนสนิทต่อยไหล่เบา ๆ เป็นการหยอกล้อ อีแกนส์ส่งยิ้มแห้ง บางครั้งเขาก็คิดอะไรมากไปจริง ๆ ทั้งที่มันอาจไม่มีอะไรซับซ้อนเลยก็เป็นได้

หลังส่งรายงานประจำวันเรียบร้อยแล้ว สองตำรวจหนุ่มก็เตรียมตัวกลับบ้าน อีแกนส์เก็บของบนโต๊ะจนสะอาดผิดกับโต๊ะของซิลเวสเตอร์ที่เต็มไปด้วยเศษกระดาษ ทั้งคู่คุยเล่นกันไปพลางเดินไปยังห้องล็อคเกอร์ ระหว่างนั้นสายตาของอีแกนส์หันไปเห็นเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งเดินมาบริเวณห้องสอบสวน สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดมองเพราะคนที่ตำรวจคุมตัวมาคือผู้ชายที่ใช้เวลากับเขาเมื่อคืน

มาร์ตินสวมเสื้อยืดคอเฮนลี่ย์สีเทาแขนสามส่วนกับกางเกงยีนส์บ่งบอกว่าอีกฝ่ายถูกเชิญตัวมาจากที่บ้าน เขาเดินตามหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนาย มือทั้งสองถูกใส่กุญแจมือที่ทำให้อีแกนส์นึกถึงรอยแดงที่ข้อมือซ้ายของตน ดวงตาสีฟ้าหันมาประสานกัน สีหน้าเรียบเฉยตอบกลับจนตำรวจหนุ่มเกิดความลังเลว่านั่นคือผู้ชายที่เขารู้จักจริง ๆ หรือ


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น