อัปเดตล่าสุด 2020-01-28 18:02:22

ตอนที่ 4 บทที่ 4

วันรุ่งขึ้น หลังการประชุมในช่วงเช้าเสร็จสิ้นลง เหล่าตำรวจในเครื่องแบบต่างก็ทยอยเดินออกจากห้องเพื่อเตรียมไปปฏิบัติหน้าที่รายวัน ระหว่างที่อีแกนส์เดินผ่านโต๊ะทำงานก็ได้ยินเสียงเรียกจากหมวดฟรอสต์

“อีแกนส์กับซิลเวสเตอร์ ตามฉันไปที่มิดทาวน์ คุณด้วยไมเยอร์” 

ตำรวจหนุ่มทั้งสองส่งสายตาแปลกใจให้กันระหว่างลงไปลานจอดรถ อีแกนส์ทำหน้าที่คนขับ ส่วนซิลเวสเตอร์เปิดวิทยุทันทีที่ติดเครื่องยนต์แล้ว เขาได้ยินการรายงานผ่านทางคลื่นวิทยุของตำรวจพูดถึงการพบศพผู้ตายในคอนโดหรู่ย่านมิดทาวน์โดยมีหมวดฟรอสต์เป็นผู้รับผิดชอบคดี ที่ทั้งสองคนแปลกใจคือเหตุใดพวกเขาต้องไปที่นั่นด้วยในเมื่อสถานที่เกิดเหตุไม่ใช่เขตการดูแลของพวกเขา กระนั้นทั้งคู่ก็ดีใจโดยเฉพาะอีแกนส์ ถ้าหากจะได้เลื่อนขั้นเป็นสายสืบนี่ก็คืองานที่พวกเขาจะได้ทำ

อีแกนส์ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ต้องขอบคุณไซเรนที่ช่วยเปิดทางให้ ที่นั่นเขาได้เห็นว่าตำรวจประจำเขตได้กั้นพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้วและทีมพิสูจน์หลักฐานก็อยู่ด้านใน พวกเขาเรียกลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 65 ซึ่งเป็นชั้นที่มีลิฟต์ส่วนตัว แสดงว่าใครก็ตามที่อาศัยอยู่ที่นี่ต้องมีฐานะในระดับหนึ่ง

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกก็พบกับพื้นที่บริเวณส่วนต้อนรับและเมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวพวกเขาก็พบที่เกิดเหตุ เป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ที่มีหน้าต่างบานกว้างสามารถมองเห็นเซ็นทรัลพาร์กในระดับความสูงกว่าพันฟุตได้อย่างชัดเจน อีแกนส์ไม่ใช่คนเดียวที่ตกตะลึงกับทิวทัศน์ที่ได้เห็น คู่หูของเขาก็ไม่แพ้กัน ก่อนที่เสียงพูดคุยระหว่างหมวดฟรอสต์กับแพทย์นิติเวชจะดึงให้พวกเขาหันไปสนใจกับสภาพภายใน

ผู้ตายเป็นชายวัย 45 ปี ชื่อเฟร็ดเดอริก เดวิส ทำงานในบริษัททางการเงิน ผู้พบศพคือแม่บ้านที่จะเข้ามาทำความสะอาดบ้านทุกเช้าเป็นประจำ เธอเป็นคนสเปนที่พูดภาษาอังกฤษได้บ้างเล็กน้อยทำให้ตอนแรกใช้เวลาในการสื่อสารนานพอสมควรกระทั่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตที่สามารถพูดภาษาสเปนได้มาช่วย ทำให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของบ้านและตอนพบศพชัดเจนมากขึ้น อีแกนส์สงสัยว่าเขากับคู่หูจำเป็นกับการปฏิบัติงานที่นี่แค่ไหน เพราะดูเหมือนตำรวจในเขตจะควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

“เวลาการตายน่าจะอยู่ช่วงสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน” แพทย์นิติเวชพูดขึ้นทำให้อีแกนส์ได้มองผู้เสียชีวิตเต็มตาเป็นครั้งแรก รูโหว่สีดำบนหน้าผากเด่นชัดจนแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าตายเพราะสาเหตุใด

“ดูแล้วน่าจะตัดเรื่องชิงทรัพย์ออกไปได้ เพราะของมีค่ายังอยู่ครบแต่คงต้องรอคุณนายเดวิสที่กำลังบินกลับมาจากแอลเอให้มาช่วยยืนยันอีกที ส่วนลูกสาวเรียนโรงเรียนประจำและจะกลับบ้านเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้น” นายตำรวจที่สามารถพูดภาษาสเปนเสริม

“ที่นี่ไม่น่าจะมีใครบุกรุกเข้ามาได้ง่าย ๆ นะ” หมวดฟรอสต์ออกความเห็น

“เกี่ยวกับเรื่องนั้น” นายตำรวจคนเดิมพูดขึ้น “เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณเดวิสแจ้งความว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ซึ่งสามารถจับตัวไว้ได้คือนายมาร์ติน พอร์ตเตอร์ แต่เมื่อพบว่าไม่มีอะไรหายไป คุณเดวิสจึงไม่เอาความ เราจึงปล่อยตัวเขาไปในวันรุ่งขึ้น”

เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้ อีแกนส์ก็หันมองตำรวจคนนั้นทันที เช่นกันกับที่อีกฝ่ายหันมองเขา

“คุณเป็นคนมารับเขาไป”

“เธอรู้จักผู้ต้องสงสัยด้วยเหรอ”

คำว่า ผู้ต้องสงสัย ทำอีแกนส์ใจหาย เขาหันมองหมวดฟรอสต์ก่อนพยักหน้า

“ครับ ผมพอรู้จักมาร์...เอ่อ พอร์ตเตอร์อยู่บ้าง”

“รีบนำตัวเขาไปที่โรงพัก” หมวดฟรอสต์สั่งขึ้น ก่อนหันไปคุยกับทีมงานให้ตรวจสอบที่เกิดเหตุให้เรียบร้อยและเตรียมเคลื่อนย้ายศพไปชันสูตรต่อ

“ผมให้คนไปที่บ้านพักของพอร์ตเตอร์แล้วครับ”

คนฟังพยักหน้ารับก่อนหันไปคุยกับสายสืบไมเยอร์ จากนั้นเดินตรงมาที่อีแกนส์และซิลเวสเตอร์เพื่อบอกให้พวกเขากลับไปที่สถานีตำรวจ

“ฉันตั้งใจจะให้พวกคุณเรียนรู้งานแต่ดูเหมือนคดีนี้จะยังไม่เหมาะ”

“เดี๋ยวก่อนสิครับ หมวด การที่ผมรู้จักพอร์ตเตอร์ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่ผมจะช่วยคุณสืบคดีนะครับ”

“เอาเป็นว่ารอผลการสอบปากคำจากพอร์ตเตอร์แล้วค่อยว่ากันอีกที”

เมื่อไม่สามารถแย้งอะไรได้ต่อ อีแกนส์จึงต้องยอมรับปาก ก่อนจะเรียกลิฟต์ลงไปชั้นล่าง ขากลับซิลเวสเตอร์ทำหน้าที่ขับรถเพราะเข้าใจว่าเพื่อนมีเรื่องอื่นที่ต้องคิด

“นายว่า...”

“ไม่ ซิม ฉันไม่คิดแบบนั้น” อีแกนส์พอเดาได้ว่าเพื่อนสนิทของเขาตั้งใจจะถามอะไร แต่เขาไม่สามารถคิดอะไรไปไกลกว่านี้ จนกว่าจะทราบว่ามาร์ตินอยู่ที่ไหนในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนลงมือแน่นอน และคำว่าผู้ต้องสงสัยก็ดูร้ายแรงเกินไป

ทั้งสองกลับมาถึงสถานีตำรวจ ไม่นานหมวดฟรอสต์ก็กลับมาเช่นกัน ตามมาด้วยมาร์ตินที่ถูกควบคุมตัวไว้ในห้องสอบปากคำ อีแกนส์ไม่มีสิทธิ์เข้าไปในห้องนั้น แต่เขาขอเข้าไปสังเกตการณ์ซึ่งจ่ามิลส์ก็อนุญาต การสอบปากคำใช้เวลาไม่นานเพราะมาร์ตินมีหลักฐานที่อยู่แน่นหนายามที่เดวิสเสียชีวิต เขาอยู่ในบาร์โดยมีเจ้าของร้านเป็นพยานได้ ด้วยเหตุนี้จึงถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา 

อีแกนส์พยายามหาโอกาสเข้าไปคุยกับอีกฝ่าย และเพราะไม่อยากให้คนรอบข้างสงสัยในความสัมพันธ์ เขาจึงบอกให้มาร์ตินไปรอที่บ้านและแอบใส่กุญแจห้องไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต มาร์ตินเพียงแค่พยักหน้าแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง สภาพที่เห็นสร้างความสงสัยให้กับตำรวจหนุ่ม เขาเริ่มกังวลว่าต่อให้มาร์ตินไม่ได้ฆ่าผู้ชายคนนั้นก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคดีที่เกิด

เมื่อผู้ต้องสงสัยรายแรกหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทางตำรวจก็ดูเหมือนจะมืดแปดด้าน หมวดฟรอสต์ตรวจดูภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุขณะที่สายสืบไมเยอร์รอฟังผลชันสูตรศพ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานแยกย้ายกันตรวจสอบหลักฐานเท่าที่มี กล้องวงจรปิดก็ไม่สามารถจับภาพคนร้ายได้ เป็นไปได้ว่าผู้ตายอาจรู้จักคนร้ายเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถเข้าออกได้หากไม่มีคีย์การ์ดแถมยังมี รปภ. ดูแลอย่างดี อย่างไรก็ตาม มาร์ตินที่ไม่ใช่ผู้อยู่อาศัยยังสามารถลอบเข้าไปได้ แต่ตอนสอบปากคำเจ้าตัวอ้างว่าเขาเข้าไปในอาคารตอนที่มีคนเข้าไปเช่นกันจึงไม่มีใครสงสัย

แม้ว่าอีแกนส์อยากจะอยู่ต่อเพื่อช่วยสืบคดีแต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มาก หมวดฟรอสต์สั่งให้กลับบ้านและอีแกนส์ไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะเชื่อว่าการกลับไปคุยกับมาร์ตินน่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่าอยู่ที่สถานี หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ล็อคเกอร์ เขาก็แยกกับเพื่อนสนิทแล้วนั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พักตัวเอง

อีกฝ่ายคงเห็นกุญแจห้องที่เขาแอบใส่ไว้ให้จึงไม่มีใครรออยู่ที่หน้าประตู อีแกนส์หยุดมองโดยที่มือยังค้างอยู่ที่ลูกบิด เขาพยายามรวบรวมคำถามที่ค้างคาใจและพยายามหาวิธีพูดที่จะไม่กล่าวหาอีกฝ่ายมากเกินไป ตำรวจหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจพร้อมเปิดประตูเข้าไป การได้เห็นมาร์ตินนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาเป็นภาพที่เขาอยากกลับบ้านมาเจอมากที่สุด บรรยากาศอบอุ่นทำให้ปลื้มปิติที่ได้รู้ว่ามีใครรอเขากลับบ้าน ถ้าหากว่าสามารถเป็นเช่นนี้ได้ทุกวัน...

“ไง” เสียงของมาร์ตินดังขึ้น ดึงเขาออกจากฝันกลางวัน

“ไง” เขาทักกลับก่อนเดินไปจูบทักทายและต้องห้ามตัวเองไม่ให้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ด้วยการเดินไปหยิบเบียร์ออกมาจากตู้เย็นโดยไม่จำเป็นต้องเผื่อมาร์ติน เพราะอีกฝ่ายหยิบเองไปก่อนแล้ว

เมื่อกลับมาทิ้งตัวลงนั่งข้างมาร์ตินที่สายตายังคงจับจ้องไปยังโทรทัศน์เบื้องหน้า เขากลับไม่รู้ว่าควรเริ่มบทสนทนาอย่างไร แต่ถ้าหากไม่ถามไปตรง ๆ ก็คงต้องมืดแปดด้านต่อไป

“มาร์ต” อีแกนส์กระแอม ต่อให้อีกฝ่ายไม่ได้หันหน้ามา เขาก็รู้ว่าได้ความสนใจจากคนข้าง ๆ แล้ว “นายรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า”

ตำรวจหนุ่มได้รับความเงียบแทนคำตอบจึงตัดสินใจหยิบรีโมทขึ้นมาปิดทีวี เรียกความสนใจจากดวงตาสีฟ้าให้หันมองได้ในที่สุด

“ถ้านายรู้อะไรแล้วไม่บอก...” อีแกนส์หยุดครู่หนึ่งก่อนพูดใหม่ “มาร์ต นายจะบอกว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญเหรอ ที่สองสามวันก่อนนายถูกจับได้ที่บ้านหลังนั้นแล้ววันนี้เจ้าของบ้านถูกพบเป็นศพในบ้านตัวเอง ที่นั่นไม่ใช่ที่ ๆ จะสามารถเข้าไปได้ง่าย ๆ นะ ตอนนั้นนายตั้งใจจะขโมยอะไรกันแน่”

เขาสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สายตาคู่นั้นมองมาทางเขาราวกับกำลังกล่าวโทษ แต่อีกฝ่ายจะโทษเขาได้อย่างไรในเมื่อตัวเองมีประวัติอยู่ การที่เขาจะสงสัยมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรไม่ใช่หรือ

“ผมไม่รู้ว่าใครฆ่าผู้ชายคนนั้น ผมไม่ได้ทำ เท่านั้นมันยังไม่พออีกเหรอ”

“แต่นายรู้อะไรบางอย่าง มาร์ตี้ ถ้าหากนายไม่ยอมพูด...”

มาร์ตินลุกขึ้นยืนมองเขาด้วยสายตาที่ยากจะบอกได้ว่ามันคือความโกรธหรือผิดหวังกันแน่ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันมือทั้งสองทิ้งข้างลำตัวกำหมัดแน่น

“ถ้าผมถูกเรียกมาที่นี่เพื่อให้คุณสอบปากคำ ผมก็จะกลับ คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติกับผมเหมือนเป็นผู้ต้องสงสัยในเมื่อผมหลุดจากข้อกล่าวหานั้นแล้ว” ชายหนุ่มไม่เปิดโอกาสให้อีแกนส์ได้รั้งหรือพูดอะไรต่อ สาวเท้าเดินไปยังหน้าประตู เจ้าของห้องรีบลุกขึ้นหวังจะตามไป ทว่าดวงตาสีฟ้าคู่นั้นก็หันกลับมามองอีกครั้งด้วยแววเย็นชาว่างเปล่า

“ความสัมพันธ์จะไปรอดหรือไม่ มันอยู่ที่ความเชื่อใจ คุณเชื่อผมหรือเปล่า”

“เชื่อ” อีแกนส์ตอบ ทว่าสองหนุ่มต่างรู้ดีว่าความจริงเป็นอย่างไร ความเคลือบแคลงสงสัยยังมีอยู่และมาร์ตินก็ไม่ช่วยให้ความกระจ่างกับเขาเลย

“ดี” น้ำเสียงประชดประชันตอบกลับก่อนที่มาร์ตินจะเดินออกจากห้องแล้วกระแทกประตูปิดเสียงดัง

อีแกนส์สบถขึ้น ใจหนึ่งก็โมโหตัวเองอีกใจก็โมโหกับพฤติกรรมอีกฝ่ายที่ไม่ยอมบอกอะไรเขาเลย และค้นพบว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาไม่ได้รู้จักอีกฝ่ายจริง ๆ เลยแม้แต่น้อย

 

วันรุ่งขึ้นขณะที่ฝ่ายสืบสวนกำลังตามคดีนี้ต่อ อีแกนส์กลับต้องไปปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในเครื่องแบบโดยจ่ามิลส์กำชับหากใครพบเห็นอะไรมีพิรุธที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีให้รีบแจ้ง ก่อนจะสั่งให้แยกย้ายกันออกตรวจตามปกติ

 “เป็นอะไรหรือเปล่า” ซิลเวสเตอร์รู้สึกได้ว่าวันนี้เพื่อนสนิทแปลกไป “เกี่ยวกับพอร์ตเตอร์ใช่ไหม”

อีแกนส์ไม่มีใครให้ปรึกษาได้อีกนอกจากคู่หู เขาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ฟัง โดยยอมรับตามตรงว่า แท้จริงแล้วเขาไม่ได้รู้จักมาร์ตินเหมือนที่คิดว่าเขารู้ ยิ่งกว่านั้นการที่ความสัมพันธ์ของพวกเขายังดำเนินต่อไปก็ไม่ได้ส่งผลดีเลยแม้แต่น้อย แต่อีแกนส์ก็ไม่สามารถปล่อยอีกฝ่ายไปได้จึงอยากจะรู้จักและอยากเข้าใจให้มากกว่านี้

“นายว่าฉันควรทำยังไง” อีแกนส์ถามความเห็นหลังได้ระบาย

“นายไม่ฟังฉันมาตลอดสองปีแล้วคิดจะมาฟังเอาตอนนี้เนี่ยนะ” ถึงจะไม่ใช่จังหวะที่ดีนักกับคำประชดประชัน แต่ซิลเวสเตอร์ก็อดไม่ได้ เขาถอนหายใจ “ฟังนะ เวลาฉันกับไอวี่มีความเห็นไม่ตรงกัน ฉันจะหยุดพูดแล้วสักพักเธอก็จะหยุดเหมือนกัน เพราะเราต่างรู้ดีว่าถ้าคุยกันทั้ง ๆ ที่ยังโมโหอยู่ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น รอจนใจเย็นกันทั้งคู่แล้วถึงมานั่งปรึกษากันใหม่ เพราะฉะนั้นนายควรทำแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้นายกำลังพูดด้วยอารมณ์ รอให้สตินายกลับมาก่อนแล้วจะหาทางออกได้เอง ไม่มีอะไรดีเท่ากับการหันหน้าคุยกันหรอกนะ เอาแบบนี้ พรุ่งนี้นายพาพอร์ตเตอร์มากินข้าวเย็นที่บ้านฉัน ดีไหม จะได้ถือโอกาสทำความรู้จักเขาไปในตัว”

อีแกนส์ไม่รู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดีเท่าไรนักแต่อย่างน้อยก็คงดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้เขาจึงรับปาก แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้ว่ามาร์ตินอยู่ที่ไหนและแม้จะรู้ที่อยู่แต่ก็ไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะอยู่บ้าน

“นายคบกันมาสองปีแต่ไม่แลกเบอร์กันเนี่ยนะ”

คนฟังรู้สึกได้ถึงการถูกตัดสิน ไม่แปลกอะไรที่อีกฝ่ายจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของพวกเขาเพราะแม้แต่อีแกนส์เองก็ยังไม่เข้าใจ

“ฉันเคยให้นามบัตรไปเพราะฉะนั้นมาร์ตมีเบอร์ฉัน แต่ทุกครั้งอีกฝ่ายจะโทรมาจากสถานีตำรวจ ฉันเลยไม่เคยมีเบอร์มือถือเขา จะมีก็แต่เบอร์ที่พักเท่านั้นล่ะ” ทั้งที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ก็มาจากการดึงประวัติของอีกฝ่ายออกมาทั้งนั้น

“ก็ยังดีกว่าติดต่อไม่ได้ละกันนะ ไว้ช่วงพักลองโทรไปหาดู ร่าเริงหน่อย ดัส อีแกนส์!” ซิลเวสเตอร์พูดก่อนหันมาตบบ่าเพื่อนสนิทที่ได้แต่ยิ้มแห้ง

            เมื่อพวกเขากลับเข้าสถานีอีกครั้ง ซิลเวสเตอร์เข้าไปในอาคารก่อนโดยที่อีแกนส์ยังอยู่ด้านนอกเพื่อโทรศัพท์ไปยังเบอร์ที่มีอยู่ ฟังจากเสียงปลายสายก็รู้แล้วว่าไม่ใช่มาร์ตินแต่เป็นเสียงของผู้หญิงสูงอายุใกล้เคียงกับเจ้าของทาวน์โฮมเขา

“เอ่อ พอร์ตเตอร์ มาร์ติน พอร์ตเตอร์อยู่หรือเปล่าครับ”

“ถ้าจะโทรหามาร์ตี้ต้องรอตอนเย็นโน่น กว่าเขาจะกลับบ้าน”

อีแกนส์ไม่คิดว่าจะได้ยินเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่เรียกชื่อผู้อาศัยด้วยชื่อต้นแถมยังเป็นชื่อเล่นอีกต่างหาก คงต้องสนิทในระดับหนึ่ง เขาจึงลองสอบถามว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้างก็พบว่ามาร์ตินเป็นคนโปรดของเธอ เพราะนอกจากจะจ่ายค่าเช่าตรงเวลาไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครแล้ว ยังชอบช่วยเหลือเธออยู่หลายครั้ง นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคนอื่นพูดถึงผู้ชายคนนี้ และอย่างที่คิดไว้อีกฝ่ายเป็นเด็กดี

“ถ้าเขากลับมาแล้วรบกวนบอกให้ช่วยโทรกลับได้ไหมครับ” อีกฝ่ายยินดีที่จะรับฝากข้อความ อีแกนส์จึงแจ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ไว้ก่อนจะวางสาย และเขาก็เฝ้ารอให้โทรศัพท์ดังตลอดช่วงบ่าย

ความคืบหน้าของคดีเดวิสก็ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากวิธีที่คนร้ายไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยทำให้สันนิษฐานไว้ว่าน่าจะเป็นพวกมืออาชีพ ทางเจ้าหน้าที่สอบถามเพื่อนร่วมงานเพื่อมองหาความเชื่อมโยง อีแกนส์ได้ยินบทสนทนาระหว่างหมวดฟรอสต์กับทีมงานที่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของเขาเท่าไรนัก ในขณะนั้นเองโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ตำรวจหนุ่มมองหน้าจอก็พบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเครื่อง เขาพอเดาได้ว่าเป็นใครและนั่นทำให้หัวใจเขาเต้นรัวขึ้นมา อีแกนส์ลุกจากที่นั่งเพื่อหามุมสงบห่างจากสายตาผู้คน

“อีแกนส์ครับ” เขาพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้ความจริงแล้วหัวใจแทบจะเต้นทะลุออกมาจากอก ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาคุยกันผ่านโทรศัพท์ แต่การที่จะได้พูดคุยเรื่องอื่นนอกจากการถูกเรียกไปที่สถานีก็ทำให้รู้สึกประหม่าเช่นกัน และจากน้ำเสียงของปลายสายแล้วคงไม่ต่างกันนัก

“ผมเอง คุณมีธุระอะไรครับ”

“พรุ่งนี้ตอนเย็นไปไหนหรือเปล่า” 

“เปล่า” ถ้าหากอีแกนส์ไม่รู้มาก่อนว่ามาร์ตินเป็นคนพูดน้อยเขาคงเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่อยากคุยกับเขาแน่นอน บางทีอาจจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

“ซิม เอ่อ คู่หูฉันน่ะ ซิลเวสเตอร์ จำได้ไหม เขาชวนฉันกับนายไปกินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้าน”

ปลายสายเงียบไปนานเสียจนนึกว่าสายถูกตัด เขากำลังจะเรียก อีกฝ่ายก็ถามสวนขึ้นมา

“คู่หูคุณไม่ชอบผมไม่ใช่เหรอครับ”

“นั่นเพราะซิมยังไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักนายไง ภรรยาของเขา ไอวี่น่ะ ทำอาหารอร่อยนะ ว่าไง”

“ก็ได้ครับ” 

“งั้นพรุ่งนี้มาเจอฉันที่คาเฟ่ใกล้สถานีนะ” เขาคิดที่จะวางสายทันที ทว่าไม่อยากปล่อยให้บรรยากาศห่างเหินที่รู้สึกได้ผ่านการคุยโทรศัพท์นี้คงอยู่ “มาร์ต เรื่องเมื่อวานฉันขอโทษ”

“ไม่เป็นไร คุณแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น” 

อีแกนส์สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงตัดพ้อจากอีกฝ่าย เขาไม่ชอบการคุยโทรศัพท์เอาเสียเลยเพราะในสถานการณ์เช่นนี้เขาคงอยากจะกอดอีกฝ่ายไว้แน่น ๆ

“ฉันสัญญา ฉันจะไม่ทำตัวเป็นตำรวจต่อหน้านายอีก”

“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ผมเข้าใจดี...ผมรักคุณ” อีกฝ่ายตัดสายทิ้งทันทีจนแทบฟังประโยคสุดท้ายไม่ถนัด แต่ตำรวจหนุ่มก็มั่นใจว่าได้ยินอะไร และการที่มาร์ตินทิ้งระเบิดเช่นนั้นไว้แล้วหนีไป มันทำให้เขาอยากออกจากที่ทำงาน นั่งรถไฟเกือบครึ่งชั่วโมงไปหาอีกฝ่ายถึงที่พักเพื่อพูดประโยคแบบเดียวกันให้ฟัง และแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขารักอีกฝ่ายมากขนาดไหน ทว่าก็เป็นได้แค่ฝันกลางวันเมื่อยังเหลือเวลาอีกเกือบสองชั่วโมงกว่าจะเลิกงาน

 

เย็นวันรุ่งขึ้น หลังจากที่อีแกนส์เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเขาก็ออกจากสถานีตำรวจก่อนซิลเวสเตอร์ เนื่องจากนัดมาร์ตินไว้ที่คาเฟ่ที่ห่างออกไปสองบล็อค เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้ามาในที่ทำงานเท่าไร ตำรวจหนุ่มเดินข้ามถนนก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือ เป็นไปได้สูงว่าอีกฝ่ายจะมาถึงก่อนแล้ว และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเขาก็เห็นมาร์ตินยืนรออยู่หน้าร้าน

แทนที่จะเดินเข้าไปทัก เขาตัดสินใจยืนมองอีกฝ่ายที่ก้มหน้าก้มตาดูจอโทรศัพท์อย่างไม่สนใจคนรอบข้าง นานมากแล้วที่จะได้มีโอกาสสำรวจอีกฝ่ายแบบนี้ เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเหลือบทองไม่ได้จัดทรงด้วยแว็กซ์เหมือนทุกครั้งแต่ปล่อยเป็นทรงตามธรรมชาติคลอไปกับใบหน้า ดวงตาสีฟ้าอมเทาดูมุ่งมั่นกับสิ่งที่กำลังมอง จมูกโด่งเป็นสันจนน่าอิจฉา ริมฝีปากบนเล็กกว่าริมฝีปากล่างสีอ่อนเหมือนสีของกุหลาบ น่าเสียดายที่ชอบกัดปากและไม่ทันขาดคำอีกฝ่ายก็กัดริมฝีปากล่าง ถึงเขาจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เย้ายวน แต่มาร์ตินกลับบ่นถึงเรื่องริมฝีปากแห้งทั้งที่ทำตัวเองแท้ ๆ ทว่าต่อให้ริมฝีปากล่างจะแห้งอย่างไรยามที่ได้สัมผัสเขาก็รู้สึกถึงความนุ่มละมุนและความชุ่มชื้นก็กลับคืนสู่กลีบกุหลาบนั่นอีกครั้ง

สายตาของอีแกนส์มองต่อไปตามลำคอเนียนละเอียดที่สามารถทำให้เขาคุ้มคลั่งได้ทุกครั้งที่ลิ้มลอง อีกฝ่ายสวมเสื้อแจ็คเก็ตมีฮู้ด แขนยาวสีดำ ข้างในเป็นเสื้อยืดคอกลม กางเกงยีนส์ขายาวเข้ารูปจนมองเห็นทุกส่วนโค้งตั้งแต่บั้นท้ายไปจนถึงส่วนเท้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รองเท้าสีเข้ม ตำรวจหนุ่มแทบอยากยกเลิกนัดกับเพื่อนสนิทแล้วพาอีกฝ่ายกลับไปที่บ้านเพื่อสานต่อบทสนทนาที่ค้างไว้ตั้งแต่เมื่อวาน

มาร์ตินหันหน้ามา ทำเอาทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวคิ้วอีกฝ่ายจะขมวดมุ่นแล้วเดินตรงเข้ามาหา

“คุณรู้ไหมว่าตอนนี้คุณคิดด้วยตรงนั้นมากกว่าตรงนี้” มาร์ตินชี้นิ้วประกอบจากล่างขึ้นบน

“ใครใช้ให้ใส่กางเกงตัวนี้กันล่ะ” เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นที่อีแกนส์ฉวยโอกาสสัมผัสบั้นท้ายกลมกลึงนั่น ก่อนจะย้ายมือมาตบหลังอีกฝ่ายเบา ๆ อย่างแนบเนียน...อาจจะแนบเนียนสำหรับคนอื่นที่ไม่ได้สังเกตแต่สำหรับมาร์ติน เขามองตาขวางกลับมาทันที

ตำรวจหนุ่มถูกช่วยไว้โดยรถยนต์ของซิลเวสเตอร์ที่ขับมารับพวกเขา ก่อนพาไปยังบ้านพักย่านเชลซีที่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่หลังแต่งงาน ที่พักของซิลเวสเตอร์อยู่ในอพาร์ตเมนต์สีแดงอิฐสูง 7 ชั้น เขาพาทั้งคู่ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 5 ก่อนจะภูมิใจนำเสนอบ้านของตัวเอง อีแกนส์เคยมาที่นี่ได้ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ผิดกับที่พักเดิมของอีกฝ่ายที่ได้ไปหาบ่อยกว่าเพราะใกล้กัน ซิลเวสเตอร์เอ่ยแนะนำบ้านราวกับเป็นนายหน้า เขาหันมองมาร์ตินและพบว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกแบบเดียวกัน

ไอวี่ หญิงวัยสามสิบปีที่ยังดูเหมือนยี่สิบต้น ๆ ด้วยผมยาวเป็นลอนสีบลอนด์ทองกับใบหน้ารูปไข่และการแต่งหน้าบาง ๆ ที่ชวนให้ดูอ่อนกว่าวัยเดินเข้ามาทักเขาทั้งคู่

“ไอวี่ ทางนี้คือมาร์ติน พอร์ตเตอร์...มาร์ต นี่ไอวี่”

อีแกนส์ไม่รู้ว่าจะแนะนำอีกฝ่ายว่าอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทพูดอะไรถึงเขากับมาร์ตินบ้างจึงละไว้แบบนั้น

“มาร์ติน ฉันเรียกมาร์ตินได้ใช่ไหม ในที่สุดก็ได้เห็นหน้าเสียที”

อีแกนส์หันมองเพื่อนสนิทที่ยักไหล่กลับมาราวกับจะบอกว่าไม่มีความลับระหว่างเขากับภรรยา

“อาหารเย็นใกล้เสร็จแล้ว นั่งพักที่ห้องนั่งเล่นไปก่อนนะ ดัสตินเธอรู้ทางใช่ไหม”

“ครับ” 

อีกฝ่ายหายตัวเข้าไปในห้องครั้ว สวนทางกับซิลเวสเตอร์ที่เดินมาพร้อมขวดเบียร์ในมือ ห้องนั่งเล่นเป็นแบบ Build-in มีโซฟายาวหนึ่งตัวขนาดสามที่นั่ง และโซฟาแยกเข้าคู่กันหนึ่งที่นั่งอีกหนึ่งตัว

“พวกนายนั่งกันไปก่อน ฉันไปดูไอวี่แป๊บ”

ส่วนของห้องครัวกับห้องนั่งเล่นอยู่ติดกันทำให้พวกเขามองเห็นคู่สามีภรรยาที่ช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร พูดคุยกันกะหนุ่งกะหนิง อีแกนส์หันกลับมามองมาร์ตินที่มองอยู่เช่นกัน พอสายตาของทั้งคู่ประสานกันต่างฝ่ายต่างก็เก้อเขินจนหันกันไปคนละทาง ตำรวจหนุ่มมองเห็นกรอบรูปบนชั้นวางโทรทัศน์จึงเรียกมาร์ตินให้ลุกขึ้นไปดูด้วยกัน

“เป็นภาพถ่ายจากวันแรกที่ได้ทำงานที่เขต 2” เขาพูดขึ้น “หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ฉันจะเจอนาย”

ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นหันมอง ริมฝีปากคู่สวยอ้าปากคล้ายกำลังจะพูดบางอย่าง เสียงของซิลเวสเตอร์เรียกพวกเขาให้ไปนั่งที่โต๊ะอาหารก็ทำให้มาร์ตินเปลี่ยนใจแล้วเดินไปทางห้องครัว

ระหว่ามื้อค่ำ ไอวี่เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาเสียมากกว่าและพุ่งความสนใจไปที่มาร์ตินเพราะเธอรู้จักอีแกนส์ดีอยู่แล้ว

“ตอนนี้มาร์ตินทำงานอยู่ที่ไหนเหรอ” คำถามธรรมดา ๆ ที่ใคร ๆ ก็ถามกันกลับสร้างความกังวลให้กับอีแกนส์อย่างบอกไม่ถูก ทว่ามาร์ตินก็ตอบคำถามตามปกติ

“ผมทำพาร์ทไทม์ที่ร้านหนังสือแถวบ้านครับ” ตำรวจหนุ่มมองคนพูดที่สายตายังคงมองไปยังไอวี่ เขาหันไปทางเพื่อนสนิทที่ส่งสายตาแบบเดียวกันกลับมา อีแกนส์ไม่รู้มาก่อนว่าอีกฝ่ายทำงานพาร์ทไทม์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเรื่องโกหกหรือเรื่องจริง 

อาหารมื้อนั้นผ่านไปได้ด้วยดีพร้อมด้วยเสียงหัวเราะจากเรื่องเล่าของทั้งอีแกนส์และซิลเวสเตอร์ พวกเขารู้จักกันมานานและสนิทกันมากจนเข้าขากันได้ดีโดยเฉพาะเรื่องปล่อยมุกตลก เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นมาร์ตินหัวเราะชอบใจถึงขั้นน้ำตาไหลแบบนั้น เขาหันมองเพื่อนสนิทและอีกฝ่ายก็ส่งยิ้มกลับ พวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรก็เข้าใจกันได้ดี เขารู้สึกโชคดีที่มีอีกฝ่ายเป็นคู่หูและรู้สึกขอบคุณที่ชวนเขามากินข้าวเย็นด้วยกันพร้อมกับมาร์ติน

ทั้งคู่บอกลาคู่สามีภรรยาโดยตั้งใจกลับบ้านเอง เมื่อพวกเขาเดินออกจากอพาร์ตเมนต์ก็พบว่าท้องฟ้ามืดสนิท

“ดึกป่านนี้แล้ว คืนนี้ค้างที่บ้านนะ” อีแกนส์พูดขึ้นหลังดูเวลาจากนาฬิกา

“ครับ” อีกฝ่ายตอบโดยที่สายตายังมองไปที่ท้องฟ้า

“ค้างที่ว่าหมายถึงค้างจริง ๆ ไม่ใช่ลุกออกไปกลางดึกอีกนะ”

มาร์ตินอมยิ้ม

“วันนี้หลังเที่ยงคืนรถไฟสายที่ผมกลับมันไม่วิ่งครับ ถ้าคุณจะออกค่าแท็กซี่ให้...”

“ฝันไปเถอะ” เขายกมือกอดคออีกฝ่ายแล้วชวนเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินด้วยกัน น้อยครั้งนักที่อีแกนส์จะสัมผัสอีกฝ่ายในที่สาธารณะ แต่การกอดคอก็ไม่ใช่อะไรที่แปลกตาเท่าไรนัก

ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย ตำรวจหนุ่มสังเกตเห็นสีหน้าไม่สบายใจของมาร์ตินพอลองถามอีกฝ่ายก็ตอบแค่ว่าเพลียเท่านั้น

เมื่อกลับเข้าบ้านอีแกนส์เรียกอีกฝ่ายพร้อมจับมือไว้ ดวงตาสีฟ้ามองด้วยความสงสัย ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด

“มาร์ต ตอนที่ไอวี่คุยกับนาย คำถามแต่ละอย่างที่เธอถาม ฉันตอบแทนนายไม่ได้สักอย่างยกเว้นเรื่องที่ลงในประวัติของนายและฉันรู้สึกแย่กับมันมาก ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนายเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันอยากรู้จักนายมากกว่านี้”

มาร์ตินจับมือตอบ หลับตาลงก่อนจะลืมขึ้นมาอีกครั้งราวกับเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งคู่นั่งลงบนโซฟาหน้าโทรทัศน์

“หลังจากครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน เมื่อห้าเดือนที่แล้ว” ชายหนุ่มเล่าขึ้น “ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะต้องเลิกงานที่ทำอยู่ในตอนนั้นให้ได้และตั้งใจจะหางานที่คนทั่วไปเขาทำกัน แต่การมีประวัติอาญกรรมติดตัวโดยเฉพาะเรื่องขโมยเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะให้ใครเปิดโอกาสรับผมเข้าทำงาน เจ้าของร้านหนังสือเขารู้จักกับคุณนายเบอร์รี่ เจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่ผมอยู่ เธอเลยช่วยพูดให้แล้วเขาก็รับผมทำงาน เจ้าของร้านใจดีมากและผมก็ตั้งใจที่จะเลิกทำงานนั้นแล้วจริง ๆ”

“แต่นายถูกจับอีกครั้ง” มาร์ตินเพียงแค่พยักหน้า “ทำไม”

พอถามขึ้นเขากลับได้ความเงียบเป็นคำตอบ อีแกนส์ไม่อยากโมโหอีกฝ่ายแต่คนตรงหน้าไม่ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย

“มาร์ต”

“ดัสติน” เขาเรียกสวนขึ้นมา “ผมสัญญา หลังจากนี้ไปจะไม่มีอะไรปิดบังคุณอีก” มาร์ตินทิ้งศีรษะลงบนบ่าของเขา ประโยคต่อมาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายกระซิบ “คืนนี้คุณนอนกอดผมได้ไหม”

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาเช่นไร อีแกนส์ก็ไม่อาจปล่อยคน ๆ นี้ไปได้ เขาอาจถูกหลอกให้ตายใจและต่อให้เป็นเช่นนั้นจริงเขามีอะไรที่จะต้องเสียอีก สิ่งเดียวที่เขาจะสูญเสียไปไม่ได้คือผู้ชายในอ้อมกอดนี้

ตำรวจหนุ่มลูบศีรษะมาร์ตินอย่างรักใคร่

“แน่นอน”

เขาจุมพิตลงบนเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน

 

ท้องฟ้าในเช้าวันรุ่งขึ้นปลอดโปร่งแจ่มใส เหมาะกับการเป็นวันหยุดยิ่งนัก ทั้งอีแกนส์และมาร์ตินต่างก็ตื่นเช้าด้วยกันทั้งคู่และไปวิ่งออกกำลังกายบริเวณริมแม่น้ำฮัดสัน อีกฝ่ายยืมเสื้อผ้าของเขาทั้งหมดเพราะถึงจะเตรียมเสื้อผ้ามาสำหรับค้างคืนแต่ก็ไม่ได้คิดที่จะมาวิ่งแต่เช้าแบบนี้

บรรยากาศริมแม่น้ำมีลมพัดอยู่ตลอดเวลา สองหนุ่มวิ่งเหยาะ ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยต่อบทสนทนากันอย่างไหลลื่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่พวกเขาพูดถึงเรื่องอนาคต แม้ไม่รู้ว่าจะสามารถเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใดก็ตาม

“มาร์ต ถ้านายพร้อมเมื่อไร ฉันก็อยากให้นายย้ายมาอยู่ด้วยกัน หรือไม่ เราก็หาที่อยู่ใหม่ที่มีพื้นที่มากกว่านี้ ไม่ก็หาซื้อบ้านเดี่ยวแถวควีนส์ แถวบร็องซ์”

“บ้านเดิมก็ดีอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบก่อนบอกให้อีแกนส์หยุดวิ่ง “สำหรับผมไม่ว่าที่ไหนก็ดีทั้งนั้น ขอแค่มีคุณอยู่ด้วย แต่ผมยังมีเรื่องที่ต้องสะสางให้เรียบร้อยและเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ผมจะเต็มใจรับกุญแจดอกนี้”

มาร์ตินหยิบกุญแจบ้านที่เขาให้อีกฝ่ายไปออกจากกระเป๋ากางเกง ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะพกติดตัวมาด้วยซ้ำ อีแกนส์มองกุญแจในมืออีกฝ่ายที่บัดนี้ถูกส่งกลับมายังมือของเขา 

“ผมสัญญา ดัสติน”

“นายไม่จำเป็นต้องสัญญากับฉัน มาร์ต แต่นายต้องบอกกับตัวเองว่าจะยอมให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนาย”

อีกฝ่ายอมยิ้ม

“ผมเป็นของคุณ ดัส อีแกนส์” พูดจบมาร์ตินก็ตีไหล่ของเขาหนึ่งทีก่อนจะออกวิ่ง “ถ้าคุณชนะผมได้ คืนนี้ผมจะค้างอีกคืน ดีไหม”

อีแกนส์ไม่จำเป็นต้องฟังจนจบก็รีบวิ่งตามทันที อีกฝ่ายประเมินความสามารถของเขาต่ำไปเสียแล้วถึงได้ออกคำท้าอะไรแบบนั้น


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น