อัปเดตล่าสุด 2020-04-10 18:02:21

ตอนที่ 25 บทส่งท้าย

 

            เสียงเพลงวิวาห์ดังก้องในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเต็มไปด้วยแขกเหรื่อมากมายที่พร้อมใจกันมาร่วมงานมงคล อีแกนส์ไม่คาดคิดว่าจะมีวันที่ตัวเองได้ยืนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ รายล้อมด้วยญาติสนิทมิตรสหายที่มาเป็นศักขีพยานให้กับคู่รักที่ตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน

            “ดัสตี้ แหวนล่ะ”

            เสียงของริค อีแกนส์แหวกโสตประสาท ดึงเขากลับสู่โลกความจริงที่ว่านี่ไม่ใช่งานแต่งงานของตนแต่เป็นของพี่ชาย

            “ขอโทษที อยู่นี่” เขาล้วงหยิบแหวนจากกระเป๋าเสื้อสูทส่งมอบให้พี่ชายที่มีสีหน้าระรื่นเปี่ยมสุข ก่อนเดินกลับมายืนด้านข้างแท่นพิธีอีกครั้ง เขาหันมองครอบครัวที่มาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พวกเขานั่งติดกันบริเวณด้านหน้าสุด แม้แต่พี่สาวคนโตที่ตามตัวยากยังลางานมาเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับน้องสาวที่ขอลาหยุดมาร่วมงานสำคัญของพี่ชายคนโต

            คู่สามีภรรยาเดินออกจากโบสถ์ด้วยรอยยิ้ม มีเสียงปรบมือแสดงความยินดีจากผู้ร่วมงานติดตามไปทุกที่ หลังจากเจ้าสาวโยนช่อดอกไม้แล้ วก็เข้าไปนั่งในรถยนต์สีขาวเงางามโดยมีเจ้าบ่าวเป็นคนขับพร้อมป้ายเพิ่งแต่งงานประดับอยู่ด้านหลัง สายตาของทุกคนมองตามรถยนต์คันงามแล่นออกไปตามท้องถนนพร้อมส่งเสียงร้องแสดงความยินดี

            งานของพวกเขาไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ยังมีงานเลี้ยงรับรองตอนเย็นที่โรงแรมอีก

            “โอเค ไหนแนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยซิ” รีเบคก้า อีแกนส์ทักขึ้น นาน ๆ ทีจะเห็นเธอรวบผมสีน้ำตาลหยักศกม้วนไว้ด้านหลังแบบนี้ แต่มันก็ผ่านมาเป็นปีแล้วที่เธอกับอีแกนส์ได้เห็นหน้ากัน ริมฝีปากแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีอัลมอนด์เข้ากันกับผิวสีน้ำผึ้งของเธอเป็นอย่างดี ดวงตาสีน้ำตาลมองตอบเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            ตำรวจหนุ่มเบ้ปาก เมื่อวานเขาโดนทั้งพ่อ ทั้งแม่และน้องสาวสัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวเขาและมาร์ตินมาแล้ว หากต้องมารับมือกับพี่สาวที่เพิ่งเดินทางมาถึงวันนี้อีกคงสติแตกแน่

            “เบคก้านี่มาร์ติน มารต์นี่รีเบคก้า พี่สาวคนโต”

            อีแกนส์แนะนำด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย คำถามซักไซ้จากคนอื่นที่ถามเรื่องของเขากับมาร์ตินยังไม่เท่าไร แต่ถ้าพี่สาวคนนี้ถามล่ะก็ มันต้องไม่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนแน่นอน

            หญิงสาวจับมือทักทายมาร์ติน ก่อนจะเลิกคิ้วให้กับน้องชายราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เธอรีบคลี่ยิ้มหวาน

            “วันนี้งานแต่งของริชาร์ด ฉันไม่ให้เธอขโมยความเด่นไปได้หรอก รอให้ถึงงานของเธอก่อนเถอะ ฉันจะล้วงความลับออกมาให้หมดเลย คอยดู”

            ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม อีแกนส์รู้สึกขนลุกชันไปทั่วร่าง หันมองคนรักที่ตอนนี้สายตาจับจ้องไปทางอื่น

            “เดี๋ยวผมมานะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ประโยคหลังมาร์ตินหันไปบอกรีเบคก้า ก่อนจะเดินลงบันไดตรงไปยังถนนฝั่งตรงข้ามโบสถ์ อีแกนส์มองตามก็พบเจ้าหน้าที่คอลลินส์ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เขาไม่ได้มาตามลำพังแต่ยังมีผู้หญิงผมยาวสีน้ำตาลยืนอยู่ข้างกันอีกด้วย เธอคล้องแขนฝ่ายชายเอาไว้ด้วยท่าทีแสดงความเป็นเจ้าของ สายตาของเธอมองมาร์ตินอย่างไม่ไว้วางใจ

            “เดี๋ยวเราจะไปโรงแรมพร้อมกันไหม” เสียงคำถามจากแม่ดึงความสนใจให้เขาหันกลับไป สีหน้าของเธอยิ้มแย้มตลอดเวลา การได้เห็นลูกชายของตัวเองเริ่มสร้างครอบครัวคงเป็นความสุขและความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งสำหรับคนเป็นแม่

            “แม่ไปกับหนูก็ได้ค่ะ หนูเช่ารถมา” รีเบคก้าพูดขึ้น ไม่ว่าเมื่อไรเธอยังคงทำตัวเป็นลูกคนโตคอยดูแลทุกคนอยู่ดี

            “เมื่อไรแม่จะได้เห็นงานของเธอบ้างนะ รีเบคก้า”

            อีแกนส์ได้ยินเสียงขึ้นจมูกจากพี่สาวก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอหันกลับมามองตาเขียว

            “เธอไปโรงแรมเองละกัน ฉันจะพาแค่พ่อแม่และเบธไปด้วย”

            “อ้าว” ลูกชายคนเล็กแกล้งร้อง เขาตั้งใจจะเดินทางด้วยรถของซิลเวสเตอร์อยู่แล้ว

            เขามองส่งครอบครัวเดินไปที่รถก็เห็นมาร์ตินเดินกลับมาพอดี สีหน้ายากที่จะเดาความคิดได้

            “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” อีแกนส์ถามขึ้น

            “ผู้หญิงคนนั้นไม่ชอบผม” มาร์ตินยักไหล่ราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญแต่อย่างใด

            ผู้หญิงคนนั้นที่ว่าคือภรรยาของเจ้าหน้าที่คอลลินส์ อีแกนส์ไม่รู้หรอกว่าพวกเขามีอดีตอะไรกันมาก่อน แต่ตอนนี้มาร์ตินเป็นของเขา...ไม่สิ ไม่ใช่เจ้าของ เขาสองคนเป็นคนรักกันและอาศัยอยู่ด้วยกันต่างหาก

            ตำรวจหนุ่มเข้าใจว่ามาร์ตินล้อเล่นเรื่องอ่างอาบน้ำ ปรากฏว่าหลังจากกลับมาถึงนิวยอร์ก อีกฝ่ายก็ย้ายออกจากอพาร์ตเมนต์ตัวเองมาศัยอยู่กับเขาที่อัพเปอร์เวสต์ไซด์ ข้าวของติดตัวมาร์ตินมีไม่มาก ห้องพักของอีกแกนส์จึงสะดวกสบายสำหรับเขาทั้งคู่ แต่มาร์ตินเริ่มมองหาที่อยู่ใหม่โดยเจาะจงไปที่ ๆ มีอ่างอาบน้ำหรือมีห้องน้ำกว้างขวางพอให้ติดตั้งอ่างอาบน้ำได้

            อีแกนส์คิดว่าอีกฝ่ายคงเห่อไม่นานก็หาย กลับกลายเป็นว่ามาร์ตินพาเขาไปดูห้องในอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมหลายแห่งในแมนแฮตตัน จนในที่สุดก็ได้ที่อยู่ใหม่ในปัจจุบันมาตั้งอยู่ในย่านมิดทาวน์

            ครั้งแรกที่เขากับมาร์ตินไปดูห้องนี้ ต่างก็ต้องอ้าปากค้าง พื้นห้องเป็นสีดำเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ เมื่อเดินผ่านทางเข้ามาด้านซ้ายมือจะพบกับเคาน์เตอร์ทำอาหารที่แบ่งพื้นที่ทำครัวและห้องนั่งเล่นแยกออกจากกัน

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือหน้าต่างสูงจากเพดานถึงพื้นห้อง ติดล้อมรอบทั้งสองด้านของห้องจนสามารถมองเห็นวิวแมนแฮตตันอันสวยงาม แสงจากภายนอกยังทำให้ห้องดูสว่างไสวไม่จำเป็นต้องเปิดไฟ แถมยังส่งผลให้ดูกว้างขวางน่าอยู่อาศัย ด้านขวามือจะเป็นประตูสู่ห้องนอนเล็ก มีห้องน้ำในตัว ส่วนห้องนอนใหญ่อยู่ด้านหน้าของทางเข้า

ระหว่างที่อีแกนส์ยังคงทึ่งกับทัศนียภาพและบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่น มาร์ตินก็เดินไปยังห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ สถานที่ตั้งอ่างอาบน้ำที่เจ้าตัวอยากได้

“ดัสติน ดัสติน!” เสียงเรียกกระตือรือร้นจนตำรวจหนุ่มรู้สึกเขิน ยิ่งอยู่ต่อหน้านายหน้าสาวสวยที่อาสาพาพวกเขามาดูห้อง เธอกลั้นขำ ส่งยิ้มมาให้เขา พร้อมทำมือบ่งบอกให้เดินไปที่ห้องนอนใหญ่

แม้แต่ในห้องนอนก็ยังเป็นหน้าต่างสูงจากเพดานจรดพื้น มองเห็นตึกสูงระฟ้ากับแม่น้ำฮัดสันอย่างชัดเจน เขาเดินเลี้ยวเข้าไปในห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวดำ เห็นมาร์ตินนั่งมองอ่างอาบน้ำด้วยสายตาเป็นประกาย ไม่จำเป็นต้องให้อีกฝ่ายพูดก็รับรู้ได้ว่าต้องการห้องนี้ซึ่งราคาสูงพอสมควร

“ท่าทางเขาจะชอบนะคะ” แม้แต่นายหน้าสาวยังมองออก

“แลกกับความเหนื่อยเพิ่มขึ้นแต่ได้เห็นหน้ายิ้มแย้มแบบนั้นทุกวันก็คุ้มครับ” เขาพูดกับเธอ

“พวกคุณโชคดีกันจริง ๆ” หญิงสาวคลี่ยิ้มก่อนทำสีหน้าจริงจัง “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเตรียมเอกสารให้นะคะ”

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา พวกเขาก็ย้ายเข้าไปอยู่อย่างถาวร มาร์ตินยืนยันว่าจะงานทำเพราะต้องการช่วยออกค่าเช่า หรือได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายภายในบ้านก็ยังดี เขาได้งานในร้านกาแฟแม้ค่าตอบแทนไม่สูงนัก แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายสบายใจที่ได้มีส่วนร่วมในที่พักแห่งนี้

“พร้อมไปโรงแรมหรือยัง”

เสียงของซิลเวสเตอร์ดึงอีแกนส์ออกมาจากความทรงจำตอนที่เขากับมาร์ตินฉลองบ้านใหม่ในอ่างอาบน้ำ ความไม่พอใจแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนจนเพื่อนสนิทต้องถอยหลังตั้งหลัก

โทษที ๆ พร้อมแล้ว” อีแกนส์รีบพูดเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคู่หู

ซิลเวสเตอร์เข้ามาโอบบ่าของเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“ยินดีด้วยนะเพื่อน”

“ยินดีอะไร คนแต่งคือพี่ฉันนะ”

“”ฉันรองานนายอยู่” เพื่อนสนิทกระซิบข้างหูกลัวว่ามาร์ตินจะได้ยิน อีแกนส์มองตอบด้วยสายตาขุ่นเคืองกลบเกลื่อนความตื่นเต้นกับความคิดที่อยากให้มันเป็นงานแต่งงานของเขากับมาร์ตินจริงๆ

ตำรวจหนุ่มส่ายศีรษะ ล้วงมือทั้งสองลงกระเป๋ากางเกงอย่างเคยตัว สัมผัสผิวกำมะหยี่ที่อยู่ด้านในจึงต้องชักมือกลับ

“กล้า ๆ หน่อย” ซิลเวสเตอร์พูดอีกครั้งก่อนเดินไปสมทบกับไอวี่ นำเขากับมาร์ตินไปที่รถเพื่อมุ่งหน้าสู่โรงแรมที่ใช้จัดงานเลี้ยง

ภายในงานเลี้ยงรับรองตกแต่งห้องจัดเลี้ยงด้วยริบบิ้นสีขาวฟ้า โต๊ะกลมปูผ้าสีขาวหลายสิบตัวสำหรับรับรองแขกตั้งเรียงรอบนอกเป็นรูปตัว เว้นที่ว่างตรงกลางไว้สำหรับเต้นรำ ด้านหน้ามีโต๊ะรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าสำหรับคู่บ่าวสาวพร้อมทั้งเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวนั่ง มีดนตรีสดบรรเลงสร้างบรรยากาศภายในงาน

อีแกนส์ทำหน้าที่เพื่อนเจ้าบ่าวกล่าวสรรเสริญคู่บ่าวสาว เขาสามารถพูดถึงความดีความชอบของพี่ชายได้อย่างไม่ติดขัด ผู้ชายคนนี้คือคนที่คอยดูแลเขามาตั้งแต่ยังเล็ก จนถึงตอนนี้แม้ไม่ค่อยได้พบหน้าแต่ก็คอยเป็นห่วงกันอยู่เสมอ เขากล่าวต้อนรับวิคตอเรียเข้าสู่ครอบครัว ยืนยันกับเธอว่าพี่ชายของเขาสามารถดูแลเธอและสร้างครอบครัวที่ดีได้อย่างแน่นอน ตอนที่ตำรวจหนุ่มเล่าถึงเรื่องราวในอดีต แขกในงานต่างก็เริ่มตาแดง ซาบซึ้งไปกับเรื่องราวของสองพี่น้อง อีแกนส์จดจำชีวิตในวัยเด็กได้ดีและก็ต้องใจหายเมื่อมันผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว

“แด่คุณและคุณนายอีแกนส์” เขาชูแก้วเครื่องดื่มขึ้น ผู้ร่วมงานต่างทำตามอย่างพร้อมเพรียง ดื่มสรรเสริญให้กับคู่บ่าวสาว

หลังจากคู่แต่งงานใหม่ได้เปิดฟลอร์เต้นรำแล้ว บรรดาแขกในงานต่างก็จับคู่กันจับจองพื้นที่ว่างกลางห้อง เคลื่อนไหวไปตามจังหวะเสียงเพลง ริคกำลังเต้นรำกับแม่ของเขา ขณะที่ฝ่ายเจ้าสาวก็กำลังเต้นรำกับพ่อของตัวเอง อีแกนส์เห็นเพื่อนสนิทควงภรรยาสุดสวยออกจังหวะเช่นกัน เขามองหามาร์ตินแล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายเต้นรำอยู่กับเบธานี่ น้องสาวของเขา ทั้งสองคนอายุไล่เลี่ยกันก็จริง แต่ก็ไม่ใช่พวกเขาสังคมทั้งคู่ อาจมีภาษาส่วนตัวทำให้สนิทกันเร็วกว่าคนปกติ

อีแกนส์ไม่ค่อยชอบช่วงเวลานี้ของงานเท่าไรนัก ความสามารถในการเต้นรำของเขาเป็นศูนย์จึงพยายามหลบเลี่ยงสายตาผู้คนโดยเฉพาะคนรู้จักที่อาจเข้ามาทักได้ทุกเมื่อ

ตำรวจหนุ่มหลบออกมายังระเบียงด้านนอกห้องจัดเลี้ยง มองเห็นพระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นบนท้องฟ้าสีดำสนิท ด้านล่างคือสวนดอกไม้ติดไฟประดับตามพุ่มไม้สีเขียวส่องแสงระยิบระยับอย่างงดงาม เขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด สัมผัสลมเย็นจากภายนอก เสียงดนตรีภายในงานเงียบลงก่อนเพลงจังหวะช้ากว่าเดิมจะดังขึ้น

เขาหันมองรอบข้างเมื่อไม่เห็นว่ามีใครจึงล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ผิวสัมผัสเป็นผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงิน อีแกนส์มีของชิ้นนี้พกติดตัวมาเป็นสัปดาห์แล้วแต่เขายังไม่มีโอกาสมอบให้กับคนสำคัญ

เสียงประตูระเบียงเปิดออกจากด้านหลัง เขารีบเก็บของในมือลงกระเป๋าตามเดิม เมื่อหันไปก็เห็นมาร์ตินเดินเข้ามาพร้อมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในมือ

“คุณไม่เต้นรำเหรอ” มาร์ตินวางแก้วลงบนขอบราวระเบียง ยืดแขนบิดขี้เกียจพลางสูดอากาศบรุสิทธิ์เข้าปอด

“นายเต้นรำเก่งกว่าที่คิดนะ”

“ถ้าคุณบอกว่าผมเต้นเก่ง แสดงว่าคุณเต้นไม่เป็นเลยสินะ” ชายหนุ่มเล่นหูเล่นตา อีแกนส์เห็นว่าเป็นสีหน้าชวนมองอย่างยิ่ง

“แย่ยิ่งกว่าแย่เสียอีก” เขาตอบตามตรง

มาร์ตินเคาะนิ้วบนราวระเบียงก่อนหันมาทางตำรวจหนุ่มพร้อมกางมือออกในท่าเตรียมพร้อม

“ทำอะไรน่ะ”

“จากตรงนี้ได้ยินเสียงเพลง แถมไม่มีใครมารบกวน ผมสอนคุณได้นะ”

อีแกนส์ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องลังเล ก่อนประสานมือเข้าหา มาร์ตินจัดท่าทางให้เขาใหม่ มันเป็นท่วงท่าที่แนบชิดเสียจนแทบหายใจรดกัน ปกติแล้วเขาจะไม่ประหม่าต่อหน้าผู้ชายคนนี้ เขามักรู้ว่าตัวเองจะทำสิ่งใด ต้องการสิ่งใด แต่วินาทีนี้เขาเหมือนต้องมนต์สะกด ผู้ร่ายมนต์เสน่ห์นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนรักของเขา ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น รู้ดีว่ากำลังทำสิ่งใด เขาปล่อยให้แต่ละจังหวะการก้าวเดินเป็นไปตามที่มาร์ตินกำหนด

“ผมให้คุณเต้นเป็นผู้ชายอยู่นะครับ ดัสติน” มาร์ตินพูดขึ้น แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคู่เต้นที่แย่ขนาดไหน

“ขอโทษที” เขาตอบ พยายามก้าวเท้าตามจังหวะที่อีกฝ่ายนับให้เบา ๆ

“อย่าก้มหน้าสิครับ”

อีแกนส์เงยหน้าตามคำสั่งทันที ค้นพบว่ามันเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะก้าวเท้าตามจังหวะเพลงโดยไม่ก้มมองพื้น แถมร่างกายอันแนบชิดส่งผลให้หายใจไม่ทั่วท้อง ส่งผลให้หลบตาต่ำโดยอัตโนมัติ

“ดัสติน” เสียงเรียกเจืออารมณ์นิด ๆ ทำให้เขารีบเงยหน้ามอง ริมฝีปากคู่นั้นคลี่ยิ้ม ดวงตาสีฟ้ามองตอบเป็นประกายสุกสกาวยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า “มองมาที่ผม”

คราวนี้เขาไม่อาจละสายตาไปที่ไหนได้อีก และเท้าก็ก้าวตามจังหวะได้เอง เมื่อจับทางได้ การเต้นรำขั้นพื้นฐานก็ไม่ยากอีกต่อไป ทั้งคู่เต้นรำอยู่ในพื้นที่จำกัด แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรคสำหรับพวกเขา เมื่อเสียงเพลงสิ้นสุดลง มาร์ตินคว้าคอเขาเข้าไปจูบแบบไม่ทันได้ตั้งตัวราวกับเป็นรางวัลที่เขาเชื่อฟังและสามารถเต้นรำจนจบเพลงได้

ยามที่ละจากกันอีแกนส์รู้สึกถึงไฟเสน่หาที่ก่อตัวขึ้นในอก เขาลูบเส้นผมสีอ่อนนุ่มลื่นของอีกฝ่าย นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยลงบนริมฝีปากชุ่มฉ่ำที่มอบความหวานล้ำให้เมื่อครู่ มาร์ตินหน้าแดง กัดริมฝีปากอย่างเคยตัว

“ยั่วฉันอยู่เหรอ มาร์ต”

“ผมเปล่า”

อีแกนส์ถอนหายใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมมาร์ตินต้องโกหกซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ด้วย

“ถ้าไม่ได้ยั่วแล้วทำอะไรอยู่ล่ะ”

ตำรวจหนุ่มส่งนิ้วหัวแม่มือแทรกผ่านริมฝีปากอุ่นร้อนเข้าสู่ความชุ่มชื้นภายใน เสียงครางต่ำดังขึ้นเบา ๆ จากลำคอของมาร์ติน ขณะที่พยายามกลืนกินปลายนิ้วของเขาให้มากที่สุด

“ดัสตี้จะตัดเค้กแล้วนะ” เสียงของรีเบคก้าดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออก อีแกนส์ชักมือกลับหันมองราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวตามไป”

สายตาของพี่สาวจับจ้องไปทางมาร์ตินก่อนถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“ไม่สบายหรือเปล่า หน้าแดงเชียว”

อีแกนส์หันมองคนรักด้วยความสนอกสนใจว่าอีกฝ่ายจะตอบคำถามเช่นไร สายตาสังเกตเห็นมือที่ท้าวลงบนราวระเบียงราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวสุดท้ายจึงเป็นฝ่ายตอบให้แทน

“เมื่อครู่เขาเต้นรำเลยมึนหัวนิดหน่อย ได้อากาศบริสุทธิ์เดี๋ยวก็ดีขึ้น”

“โอเค รีบเข้ามาข้างในล่ะ” เธอหายลับเข้าไปในงานพร้อมปิดประตูไล่หลัง

“เป็นอะไรไหม”

มาร์ตินไม่ตอบคำถาม ตีมือลงบนอกอีแกนส์อย่างแรง

“โอ๊ย! ฉันทำอะไรผิดเนี่ย”

“ทะลึ่ง!” ชายหนุ่มรีบเดินกลับเข้าไปในงาน

คนยืนด้านหลังได้แต่ทอดสายตามอง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง

งานคืนนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน อีแกนส์แสดงความยินดีกับพี่ชายอีกครั้งก่อนจะขอตัวกลับพร้อมมาร์ติน

เรื่องโหดร้ายหลังงานแต่งคือการที่อีแกนส์ต้องไปทำงานในเช้าวันถัดมา คดีของชโรเดอร์ที่มีฮาร์วีย์ คิงเป็นผู้ต้องสงสัยกำลังอยู่ในชั้นศาลเช่นเดียวกับคดีอื่น ๆ ในอดีตอีกมากมายที่รับประกันได้เลยว่าอีกฝ่ายไม่มีโอกาสออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันนอกเรือนจำอย่างแน่นอน แม้เขาจะมีส่วนช่วยเหลือในคดีนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง อีแกนส์ยังคงเป็นตำรวจในเครื่องแบบเช่นเคย แต่เขาไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเลวร้ายที่ยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นสายสืบ อย่างน้อยก็ยังได้นั่งอยู่หลังพวงพาลัยรถอิมพาล่าพร้อมคู่หูที่ไว้วางใจได้นั่งไปด้วยกัน

“เมื่อคืนฉันไม่น่าดื่มหนักเลย” ซิลเวสเตอร์โอดครวญจากที่นั่งข้างคนขับ จิบกาแฟในแก้วจากร้านประจำเป็นระยะ

อีแกนส์ตีไหล่เพื่อนซี้ให้ตั้งสติ เมื่อคืนเขาเลี่ยงเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เท่าที่เลี่ยงได้จึงไม่มีอาการเมาค้างแต่อย่างใด

“ว่าแต่นายเถอะ เมื่อไรจะขอ” พอโดนถามถึงเรื่องนี้ ตำรวจหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินทันที ซิลเวสเตอร์ไม่ปล่อยโอกาสหลุดลอย “ยังจะรออะไรอีก อยู่ด้วยกันมาขนาดนี้แล้ว”

“เพิ่งจะจบงานพี่ชายฉันไปเอง ฉันยังไม่อยากรีบร้อน”

“ใช่ว่าขอวันนี้ พรุ่งนี้ได้แต่งซะที่ไหน นายยังต้องทำเรื่องก่อนนะ”

อีแกนส์เหยียบเบรคเมื่อรถติดไฟแดง เลิกคิ้วใส่คู่หู

“ทีเมื่อก่อนนายห้ามฉันจะเป็นจะตาย พอตอนนี้ล่ะยุเอา ๆ มีอะไรหรือเปล่าเนี่ย”

“ก็ฉันเห็นแล้วว่านายสองคนเหมาะสมกันดี บ้าบอทั้งคู่”

“อะไรนะ” เพราะอีกฝ่ายพึมพำเขาเลยจับประโยคท้ายได้ไม่ถนัด แต่พอเอ่ยปากถามสัญญาณไฟก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวเสียก่อนจึงต้องออกรถ บทสนทนาของทั้งคู่จบลงเท่านั้นเมื่อมีเสียงเรียกจากวิทยุให้พวกเขาออกปฏิบัติหน้าที่

ใช่ว่าอีแกนส์ไม่คิดเรื่องนี้ เขาพกกล่องเล็ก ๆ สีน้ำเงินติดตัวไปไหนมาไหน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ระหว่างที่เขากับซิลเวสเตอร์กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้าน จึงถามความเห็นจากเพื่อนสนิท

“ตอนนายขอไอวี่แต่งงาน นายทำยังไงน่ะ”

เพื่อนสนิทปิดประตูล็อคเกอร์ ส่งสายตาประหนึ่งว่าเขาถามคำถามที่งี่เง่าที่สุดออกไป

“ฉันขออย่างไรมันไม่สำคัญ เอาไว้เล่าทีหลังได้ ที่สำคัญน่ะ คือนายอยากให้เป็นแบบไหน คนอย่างดัสติน อีแกนส์ ไม่ต้องขอคำชี้แนะเวลาจะขอแฟนแต่งงานหรอกนะ”

ดัสติน อีแกนส์กำลังขอความเห็นอยู่ตรงนี้ไง ตำรวจหนุ่มได้แต่คิด

“หาโอกาสเหมาะ ๆ พาไปดินเนอร์หรู ๆ แล้วจัดการเลย!

ซิลเวสเตอร์ตบบ่าพร้อมขยิบตา แต่โอกาสเหมาะ ๆ ที่ว่าก็มาไม่ถึงเสียที

 

เกือบสองสัปดาห์ผ่านไป อีแกนส์เริ่มรู้สึกใกล้เป็นคนบ้าเข้าไปทุกที เขาไม่เคยต้องมากังวลกับเรื่องไหนยาวนานเท่าเรื่องนี้มาก่อน ทุกครั้งที่มองกล่องเล็ก ๆ ทำด้วยผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินในมือ เขาก็เกิดแรงฮึกเหิมขึ้น แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร ทำแบบไหน ที่สำคัญถ้ามาร์ตินปฏิเสธขึ้นมาจะทำอย่างไร ตอนงานแต่งของริคอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีแม้แต่การส่งสัญญาณว่าอย่างอยู่ในสถานะเช่นนั้นบ้าง

แต่ถ้าปล่อยนานไปกว่านี้เขาคงเป็นบ้าไปจริง ๆ

อีแกนส์มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ตบแก้มทั้งสองข้างสองสามทีเรียกขวัญและกำลังใจ

คืนนี้แหละ! เขาจะต้องขอมาร์ตินแต่งงานให้ได้

ตำรวจหนุ่มเดินออกจากห้องน้ำ ได้กลิ่นหอมของกาแฟโชยมาจากในครัว หลังจากแต่งตัวเสร็จก็เดินออกไปหาคนรักที่กำลังเทนมใส่ซีเรียลของตัวเอง อีแกนส์เข้าไปสวมกอดจากด้านหลังทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งเฮือก

“ตกใจหมด!” มาร์ตินอุทานเสียงดัง โดนเขาขโมยจูบที่แก้มไปหนึ่งที

“มาร์ต เย็นนี้เลิกงานแล้วรีบกลับบ้านนะ แต่งตัวหล่อ ๆ แล้วออกไปกินอาหารเย็นนอกบ้านกัน”

ผู้ชายในอ้อมแขนหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ด้วยตำแหน่งในตอนนี้มาร์ตินติดอยู่ตรงกลางระหว่างอีแกนส์กับเคาน์เตอร์ทำอาหาร จนอดคิดไม่ได้ว่าเขาสองคนยังไม่เคยเล่นสนุกกันตรงนี้เลย

“แต่งตัวหล่อ ๆ หมายถึงให้ผมถอดเสื้อผ้าออกหมดเหรอครับ” ริมฝีปากคู่สวยยกยิ้มเย้ายวน

“ไม่ต้องห่วง ฉันเปิดโอกาสให้นายทำแบบนั้นแน่นอน”

อีแกนส์วางมือลงบนเคาน์เตอร์ตรึงอีกฝ่ายติดอยู่กับที่ ตั้งแต่ช่วงเอวลงไปแนบสนิทจนรับรู้ถึงความเร้าร้อนผ่านเนื้อผ้า เสียงครางต่ำเล็ดลอดมาจากมาร์ติน ถ้ามีเวลาล่ะก็ เขาก็อยากถอดเสื้อผ้าอีกฝ่ายตั้งแต่ตอนนี้

ตำรวจหนุ่มโน้มศีรษะเข้าใกล้ กระซิบข้างใบหู

“เก็บความคิดนั้นไว้ที่รัก คืนนี้เจอกัน” 

อีแกนส์หอมแก้มคนรัก หยิบกระบอกน้ำบรรจุกาแฟบนเคาน์เตอร์ ตีมือลงบนบั้นท้ายกลมกลึงก่อนเดินออกจากบ้านไปทำงาน สีหน้าของมาร์ตินเป็นสิ่งที่เหมาะกับการเริ่มต้นวันใหม่เสียจริง

นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเลิกงาน อีแกนส์ไม่เคยจดจ่อกับนาฬิกาข้อมือของตัวเองมากเท่านี้มาก่อน แม้เข็มวินาทีเคลื่อนไหวไม่ติดขัดแต่ก็ยังช้าเกินไป เขาอาสาไปส่งซิสเวสเตอร์ที่บ้านเพราะต้องการขอยืมรถอีกฝ่ายสำหรับการเดินทางในค่ำคืนนี้

“โชคดี!” เพื่อนสนิทให้กำลังใจก่อนเดินเข้าบ้าน

อีแกนส์มองด้านหน้ารถ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนผ่อนลมออกมาพร้อมส่งเสียงร้องให้กำลังใจตัวเอง เคลื่อนรถออกจากเชลซีมุ่งหน้าสู่มิดทาวน์

เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้อง เขาเดินผ่านห้องนอนว่างเปล่า ผ่านเคาน์เตอร์ทำอาหาร ตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่มาร์ตินกำลังนั่งดูโทรทัศน์ อีแกนส์ใจเต้นแรงกับภาพที่เห็น คนรักของเขาสวมกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อเชิ้ตสีขาว สวมเสื้อกั๊กทับด้วยแจ็คเก็ตสีเข้ม ผมสีน้ำตาลอ่อนเหลือบทองเสยเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าผ่องใส หล่อเหลากว่าทุกวัน

“ถึงกับเป็นใบ้เลยเหรอ” มาร์ตินยกยิ้มมุมปาก สายตาคู่นั้นซุกซนกว่าทุกที หากอีแกนส์ไม่มีแผนการณ์ใหญ่รอคอยอยู่ล่ะก็ เขาคงยกเลิกโต๊ะที่จองไว้แล้วถอดชุดที่อีกฝ่ายคัดสรรด้วยตัวเองออกจนหมดเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าอันร้อนระอุรอคอยการถูกสัมผัส

“เลือกชุดได้ดี” คนถูกชมกำลังจะคลี่ยิ้มหวานแต่ก็ต้องชักสีหน้าทันทีเมื่อได้ยินประโยคถัดมาจากอีแกนส์ “ต้องใช้เวลาถอดหลายชั้นหน่อยแต่ก็ท้าทายดี”

“จริง ๆ เลย” มาร์ตินถอนหายใจ นั่งรออีแกนส์อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งสองก็เดินออกจากคอนโดมิเนียม มาร์ตินถึงกับต้องชมเมื่อเห็นว่าเขาขับรถเอง

“เผื่อว่าต้องรีบพานายกลับบ้าน จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอแท็กซี่”

“ผมไม่ได้รีบร้อนซะหน่อย คุณนั่นแหละที่จะทนไม่ไหว”

ท่าทางวันนี้คนรักของเขาจะอารมณ์ดีถึงได้ยั่วยวนตลอดเวลาแบบนี้ อีแกนส์ต้องย้ำกับตัวเองว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าการพาอีกฝ่ายขึ้นเตียง เพื่อพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่จะทนไม่ไหวก่อนกัน

ร้านอาหารที่อีแกนส์พามาอยู่ในย่านเดียวกันกับที่พักใกล้กับไบรอันท์ปาร์ค เป็นร้านอาหารอเมริกันสมัยใหม่ติดอันดับร้านอาหารโรแมนติกในนิวยอร์ก ภายในร้านกว้างขวางตกแต่งด้วยไฟโทนสีส้มเข้ากับโต๊ะอาหารสีน้ำตาล เนื่องจากจองโต๊ะไว้แล้วล่วงหน้า พนักงานเดินนำทั้งคู่มายังบริเวณห้องด้านใน และเก็บป้ายจองออกจากโต๊ะ ก่อนจะส่งใบเมนูให้ชายทั้งสอง แล้วเดินจากไป

มาร์ตินมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เป็นครั้งแรกที่อีแกนส์พาอีกฝ่ายมาร้านอาหารแบบนี้

“นี่มาในโอกาสอะไรกันครับเนี่ย” ชายหนุ่มไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ในใจ กระซิบถามในทันที

“ฉันอยากพานายเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็เท่านั้น”

อีแกนส์ตอบก่อนหันไปสั่งอาหารกับพนักงานรับออเดอร์ เขาสั่งฟัวกราเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ตามด้วยอาหารจานหลักเป็นสเต็กเนื้อส่วนสะโพก ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นช็อกโกแลตครีม ส่วนไวน์ให้ทางร้านเป็นฝ่ายแนะนำ หลังจดรายการอาหารเรียบร้อยแล้ว พนักงานเก็บเมนูก่อนเดินจากไปอีกครั้ง

ตำรวจหนุ่มต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้ตื่นเต้นและไม่ให้คิดมากจนเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาไม่สามารถระงับหัวใจที่เต้นรัวของตัวเองได้ มาร์ตินยื่นแขนมาจับมือเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ อุณหภูมิของทั้งคู่แตกต่างกันอย่างรู้สึกได้

“มือเย็นเชียว เป็นอะไรหรือเปล่าครับ อย่าบอกนะว่าเราไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารมื้อนี้” ถึงจะปิดท้ายด้วยการล้อเล่นแต่สีหน้าคนถามแสดงความกังวลอย่างชัดเจน

“เห็นนายหล่อแบบนี้ฉันก็ใจสั่นเป็นนะ” คนถูกชมหน้าแดงระเรื่อ ลูบหลังมืออีแกนส์บ่งบอกให้ผ่อนคลาย พอพนักงานนำไวน์มารินใส่แก้ว มาร์ตินรีบชักมือกลับไปทันที แม้จะเสียดายแต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง 

ทั้งสองชนแก้ว ดื่มให้กับความรักของกันและกัน

ดินเนอร์แสนโรแมนติกของพวกเขาดำเนินมาจนถึงช่วงของหวาน อีแกนส์เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วจึงพยายามหาทางเกริ่นนำ ทั้งที่เขาซักซ้อมมาเสียดิบดี แต่ซิลเวสเตอร์กับมาร์ตินก็ต่างกันมากโข ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ เขาไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด ตำรวจหนุ่มจับจ้องทุกอากัปกิริยาของอีกฝ่ายยามดื่มด่ำไปกับความนุ่มละมุนลิ้นของช็อกโกแลต พอมาร์ตินวางส้อม ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มก็เป็นดั่งสัญญาณให้กับเขา

“มาร์ต” อีแกนส์เรียก ขยับแขนส่งมือเข้าใกล้มาร์ตินแสดงท่าทางต้องการให้จับตอบ ชายหนุ่มมองหน้า หันซ้ายแลขวาด้วยความลังเล เขายืนยัน “ไม่เป็นไร”

มาร์ตินยอมจับมือตอบ ก้มหน้าเล็กน้อยด้วยความประหม่า ทั้งสองประสานมือบนโต๊ะดั่งสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อคนสองคนไว้ด้วยกัน

“เราก็รู้จักกันมานาน เห็นทั้งข้อดีข้อเสียของกันและกัน ผ่านอุปสรรคและเรื่องร้าย ๆ มามากมาย...ให้ตายเถอะ!” อีแกนส์ตัดความเยิ่นเย้อของตัวเอง ล้วงมืออีกข้างหยิบกล่องสีเหลี่ยมขนาดเล็กสีน้ำเงินออกจากกระเป๋าด้านในเสื้อสูท เขาเปิดฝาออกมองสิ่งที่อยู่ด้านในก่อนหมุนไปให้อีกฝ่ายเห็น ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง ริมฝีปากแยกออกจากกันโดยอัตโนมัติ ตำรวจหนุ่มจับมือคนรักแน่นขึ้น 

“มาร์ติน พอร์ตเตอร์ คุณจะให้เกียรติแต่งงานกับผมไหม”

เป็นเวลาหลายวินาทีที่ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบ อีแกนส์แทบลืมหายใจจดจ่ออยู่กับปฏิกิริยาของคนรัก ยิ่งเว้นช่วงนานหัวใจก็ยิ่งเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ริมฝีปากแห้งผาก

“มาร์ต...”

“ครับ ครับ แน่นอน” มาร์ตินพยักหน้าหลายที อีแกนส์ถอนหายใจอย่างโล่งอก มาร์ตินเห็นก็ต้องทักขึ้น “อะไรครับ คุณคิดว่าผมจะปฏิเสธเหรอ”

ตำรวจหนุ่มยิ้มแห้งยอมรับผิด อีกฝ่ายหลุดเสียงหัวเราะออกมา หัวตาแดงก่ำคล้ายกับอยากร้องไห้ อีแกนส์มั่นใจว่ามันเป็นน้ำตาแห่งความสุข เขากระชับมือที่จับอยู่ให้แน่นขึ้นย้ำเตือนความมั่นใจในตัวเองและมั่นใจในความสัมพันธ์ของเขาทั้งสอง ทั้งคู่ยกแก้วไวน์ขึ้นพร้อมกัน ดื่มอวยพรให้กับวินาทีสำคัญในชีวิต

1 เดือนต่อมา

อีแกนส์ยืนหน้าประตูไม้สีน้ำตาล ก้มสำรวจการแต่งกายของตัวเองอีกครั้ง จัดหูกระต่ายสีดำให้เข้าที่ก่อนเคาะประตูสองทีแล้วเปิดเข้าไปด้านใน ภาพที่เห็นต้องตาราวกับทุกอย่างรอบข้างหยุดนิ่ง มาร์ตินสวมชุดไวท์ไท ผมสีอ่อนเสยขึ้นเปิดหน้าผาก ดวงตาสีฟ้ามองดูตัวเองในกระจก ริมฝีปากคลี่ยิ้มเมื่อมองเห็นเขาจากเงาสะท้อน มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ทั้งโลกสว่างสดใสและอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม

“พร้อมยัง”

มาร์ตินละสายตาจากกระจกหันมาทางอีแกนส์พร้อมพยักหน้า 

“พร้อมแล้วครับคุณอีแกนส์ คุณล่ะ”

“ฉันพร้อมสำหรับนายเสมอ คุณอีแกนส์


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น