อัปเดตล่าสุด 2020-04-03 18:12:33

ตอนที่ 23 บทที่ 23

 

             เป็นเวลาถึงห้าปีแล้ว ที่มาร์ตินไม่ได้มาเหยียบไมอามี เขาจดจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ครอบครัวของเขามีฐานะดีเพราะบารมีของพ่อ บ้านหลักของเขาตั้งอยู่บริเวณชายหาดซันนี่ ไอลส์ เป็นบ้านขนาดใหญ่ 4 ห้องนอนติดริมอ่าว สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามทุกเช้าและก่อนเข้านอน มันคือบ้านในฝันสำหรับใครหลายคน มาร์ตินอาจจะมีความสุขมากกว่านี้ ถ้าพ่อของเขาไม่ใช่อาญชากร บ้านอีกหลังตั้งอยู่ในดาวน์ทาวน์ เป็นห้องพักขนาดใหญ่ในคอนโดมิเนียมบนถนนบิสเคย์น เบย์ ฮาร์วีย์ใช้ที่นั่นสำหรับการติดต่อเจรจาทางธุรกิจ ชายหนุ่มมีโอกาสได้ติดตามพ่อไปที่นั่นหลายครั้งตั้งแต่ยังเล็ก

            มาร์ตินขับรถที่เช่ามามุ่งหน้าสู่ชายหาดซันนี่ ไอลส์ ปัจจุบันบ้านหลังนี้คงถูกขายสู่ท้องตลาด หรือไม่เอฟบีไอก็ยังคงยึดไว้เป็นของกลาง ที่มั่นใจได้คือยังไม่มีใครย้ายมาอยู่ในบ้าน เขาเดินผ่านสนามหญ้า ความทรงจำในอดีตมากมายหลั่งไหลออกมาจากหัวสมอง แต่ที่นี่ไม่เคยมีเสียงหัวเราะ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ไม่เคยทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเลยสักครั้ง ในตอนนี้ก็ยังให้ความรู้สึกเช่นนั้น

            เขาเดินอ้อมตัวบ้าน ผ่านสระว่ายน้ำแห้งเหือดที่ครั้งหนึ่งมันเคยเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำ และแม่ของเขาสอนเขาว่ายน้ำอยู่ในนั้น มาร์ตินจำความรู้สึกหวาดกลัวในตอนนั้นได้ เขากอดแม่ตัวเองแน่นไม่ยอมปล่อย แม้เธอจะสัญญาว่าเขาจะไม่เป็นไร เธออุ้มเขาลงไปในน้ำ ค่อย ๆ สร้างความคุ้นชิน สีหน้าของเธอยิ้มแย้ม เสียงหัวเราะของเธอสดใส 

            “ไม่ต้องห่วงนะเอ็ม ลูกจะต้องไม่เป็นไร เชื่อแม่สิจ๊ะ ลูกแม่เป็นคนเก่งอยู่แล้ว”

            มุมปากคลี่ยิ้มออกมายามนึกถึงน้ำเสียงของเธอ ความทรงจำที่งดงามเช่นนั้นเกิดขึ้นไม่มาก เขาดีใจที่อย่างน้อยก็นึกถึงเรื่องนั้นออก

            ชายหนุ่มเดินมาถึงท่าเรือหลังบ้านซึ่งติดกับอ่าว ทางไม้กระดานสีขาวผุกร่อนไปตามอายุขัย มาร์ตินย่างก้าวอย่างระมัดระวัง หยุดมองกระแสน้ำเบื้องหน้าที่ปลายทางเดิน ไกลออกไปเบื้องหน้าคือตึกสูงระฟ้ามากมายตั้งเรียงรายอยู่ที่อีกฝากฝั่งของอ่าว

            เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงอยากกลับมาที่นี่ ทั้งที่ควรหนีไปให้ไกล สถานที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่ตอกย้ำตัวตนของเขา ตัวตนของเอ็มเม็ตต์ คิง 

ที่อยู่ของเขาคือที่นี่ ไม่ใช่นิวยอร์ก ไม่ใช่ห้องหมายเลข ในทาวน์โฮมย่านอัพเปอร์เวสต์ไซด์ หัวใจของเขาเจ็บที่ต้องจากมา แต่ถ้าไม่ตัดให้ขาดเขาก็ไม่อาจก้าวต่อไปได้ อีแกนส์เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่เขาต้องพบเจอ ไม่ใช่ปลายทาง

เอ็มเม็ตต์ คิงไม่มีปลายทางของชีวิต

            ดวงตาสีฟ้าก้มมองทะเลสีเข้มที่ลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ภาพที่สะท้อนกลับมาคือเงาของตัวเอง บางอย่างดึงดูดให้เขาจ้องมองจนรู้สึกเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

            “คิดแล้วว่าต้องอยู่ที่นี่”

            น้ำเสียงอันคุ้นเคยแทรกเข้าโสตประสาท ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเกือบพลัดตกลงไปในน้ำ เขาหันกลับไปทางต้นเสียงก็พบแม่ของเขาเดินตรงเข้ามาหา

            ผมสีน้ำตาลมะฮอกกานีถักเป็นเปียรวมไว้ที่ด้านข้าง ดวงตาสีฟ้ามองตอบกลับมาอย่างห่วงใย เธอดูตัวเล็กไปจากความทรงจำของเขา คงเป็นเพราะเวลาที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เขาไม่ใช่เด็กเล็กอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องแหงนหน้าเพื่อมองเธออีก รูปร่างของเธอผอม ใบหน้าของเธอซูบตอบราวกับคนอดหลับอดนอน 

เขาจำวันที่คนของชโรเดอร์ส่งภาพถ่ายแม่ของเขามาให้ได้เป็นอย่างดี เธอถูกมัดข้อมือ ข้อเท้า ถูกปิดตาด้วยผ้าสีดำ แต่มาร์ตินรู้ได้ทันทีว่าคนในภาพคือใคร อีกฝ่ายดึงคนสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นเป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจที่จะฆ่าอีกฝ่าย ทว่าคนลงมือกลับไม่ใช่เขา ใจหนึ่งก็โล่งอกที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรสิ้นคิดลงไป แต่ผลที่ออกมาไม่ได้ทำให้สบายใจไปกว่าเดิมแม้แต่น้อย

ผู้ชายคนนั้นถูกจับแล้วและกำลังจะถูกลงโทษ

มาร์ตินบอกกับตัวเองเพื่อสลัดความกลัวในใจทิ้ง เขาสาวเท้าตรงไปหาแม่ เคยคิดเอาไว้ว่าถ้าได้มีโอกาสเจอเธออีกครั้ง เขาควรปฏิบัติตัวเช่นไร เข้าไปกอดหรือร้องไห้ แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เพียงแค่หยุดยืนมองเธอเท่านั้น ผู้หญิงคนนี้หนีออกจากบ้านไป ทิ้งพ่อ ทิ้งเขา ชายหนุ่มอยากจะโกรธแต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะรู้ดีว่าทำไมเธอถึงต้องจากเขาไป เธอควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ชื่อ ฮาร์วีย์ คิงด้วยซ้ำ

“ลูกโตขึ้นมาก” 

มาร์ตินยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ

12 ปีแล้ว ผมไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว”

12 ปี” โรสแมรี่พึมพำ ไม่อยากเชื่อว่าผ่านมานานขนาดนั้นแล้ว มาร์ตินก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่ามันนานมากแล้วกับครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นเธอ “ลูกคงผิดหวังในตัวแม่”

“ไม่ครับ” เขารีบพูด “ผมไม่เคยโกรธที่แม่หนีไป ผมเข้าใจเหตุผลที่แม่ทำเช่นนั้น แม่ทำถูกแล้วที่ไปจากผู้ชายคนนั้น”

“แต่แม่ไม่ควรทิ้งลูก ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม คนเป็นแม่ควรให้ความสำคัญกับลูกมาก่อนเป็นอันดับแรก” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ มันคือความผิดที่ติดตัวเธอไปตลอดนับตั้งแต่วันที่จากที่นี่ไป

“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มตรงเข้าสวมกอดคนเป็นแม่ กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้กับไออุ่นชวนให้นึกถึงวัยเด็ก แต่เขาไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่โผเข้ากอดแม่เพราะต้องการความรักหรือคำปลอบใจอีกต่อไป เขาเป็นฝ่ายกอดเธอเพื่อให้เธอเข้มแข็ง ให้เธอวางใจ “สิ่งสำคัญตอนนี้คือแม่ปลอดภัย ผู้ชายคนนั้นจะมาทำลายชีวิตแม่ไม่ได้อีกแล้ว”

“ลูกเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ ไม่ใช่เอ็มน้อยของแม่แล้ว”

เขามองเธอเช็ดน้ำตาออกจากข้างแก้ม

“ผม...ชื่อของผม...”

“แม่รู้จ้ะ มาร์ติน พอร์ตเตอร์” เธอพูดขึ้น “ผู้ชายคนที่มาช่วยแม่ เขาเข้าใจว่าแม่เป็นแม่ของคนที่ชื่อมาร์ติน พอร์ตเตอร์ แม่ไม่รู้ว่านั่นคือชื่อของลูกกระทั่งตอนที่เจ้าหน้าที่คอลลินส์คุยกับแม่ ผู้ชายคนนั้น ดัสติน เขาเป็นห่วงลูกมากนะ”

แค่ได้ยินชื่อก็ทำเอาจิตใจของมาร์ตินสั่นไหว ชายหนุ่มไม่กล้าสบตาผู้หญิงตรงหน้า กลัวว่าเธอจะอ่านความคิดของเขาออก จึงเอาแต่ก้มมองพื้นดินบนสนามหญ้าอันแห้งแล้ง

“ทำไมลูกถึงมาที่นี่” คำถามของเธอดึงความสนใจของเขาไว้อีกครั้ง

“ทำไมแม่ถึงมาที่นี่”

สายตาของเธอมองเลยเขาไปด้านหลัง สู่ทัศนียภาพอันสวยงามและกว้างใหญ่ไพศาล

“แม่แค่อยากมาบอกลา ตอนนั้นแม่ไม่มีโอกาส” โรสแมรี่หันกลับมาสบตาลูกชายอีกครั้ง “แล้วลูกล่ะ”

“ผมไม่รู้” เขาตอบตามตรง “ผมไม่รู้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร หรือควรทำอะไร”

เธอมองเขาด้วยสายตาที่ใช้มองเขายามเด็ก มอบรอยยิ้มที่หวนให้นึกถึงยามที่เธอสอนเขาว่ายน้ำในครั้งนั้น สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเขา

“ลูกรู้อยู่แก่ใจว่าลูกเป็นใคร ต้องการสิ่งใด” เธอจับมือของเขามั่น “ทำไมถึงต้องลังเลด้วย”

“...ผมกลัว...กลัวว่าจะเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นอีก กลัวว่าถ้าอยู่ใกล้เขา จะยิ่งทำร้ายเขา” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอด หน้าอกปวดแสบปวดร้อนพยายามกลืนก้อนน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา ตัวของเขาสั่นเทิ่ม

“แม่เห็นความพยายามของเขาที่ต้องการตามหาลูกให้เจอ ต้องการค้นหาความจริง การที่ลูกอยู่ห่างจากเขาต่างหากที่เป็นการทำร้ายเขา ลูกเองก็เข้าใจความรู้สึกของตัวเองดี”

มือของเธอสัมผัสลงบนพวงแก้ม ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความอ่อนโยนโอบกอดตัวเขาไว้ มาร์ตินจับมือข้างนั้นของเธอ หลับตาลงแล้วสัมผัสกับความสบายใจที่ส่งผ่านมาจากตัวเธอ

“หลังจากนี้เราจะไม่ได้เจอกันอีก” โรสแมรี่พูด ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาก็พบใบหน้าเศร้าของเธอ “เราจะทิ้งความหลังไว้ที่นี่ ทั้งเอ็มเม็ตต์ คิงและเจสสิก้า คิงจะไม่มีตัวตนอีกต่อไป ลูกคือมาร์ติน ใช้ชีวิตของลูก ในแบบที่ลูกอยากเป็นเถอะนะ”

เขากอดแม่แน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“ผมรักแม่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เธอตอบกลับด้วยเสียงอันอ่อนโยน 

มาร์ตินมองดูแม่ของเขาเดินจากไป นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ได้เห็นหน้าเธอและมันจะเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำตาจากข้างแก้ม ความกล้าหาญในตัวเธอเป็นสิ่งที่เขาเทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

มาร์ตินขับรถที่เช่ามา ออกจากบ้านไปที่โอเวอร์ทาวน์ บนถนนตะวันออกเฉียงเหนือที่ 19เขาจอดรถตรงข้ามกับบ้านเดี่ยวสองชั้นสีฟ้าอ่อน ดับเครื่องยนต์แต่ยังไม่ลงจากรถ ในมือถือซองจดหมายเอาไว้ เขามองดูการเคลื่อนไหวภายในบ้านยังคงไม่กล้าที่จะลงไปเผชิญหน้า

เขาไม่คิดที่จะเผชิญหน้านั่นคือสาเหตุที่เขาเขียนจดหมาย ครอบครัวนี้สมควรได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายคนโตของเขา การรอคอยมาหลายปีควรสิ้นสุดลงเสียที

มาร์ตินถอนหายใจ ตัดสินใจแน่วแน่แล้วจึงดับเครื่องยนต์ก้าวเท้าลงจากรถ เดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง เมื่อไม่เห็นการเคลื่อนไหวภายในบ้านก็สบายใจ เขาตั้งใจจะทิ้งจดหมายไว้ในตู้ เนื้อหาข้างในบอกเล่าเรื่องราวของแมท พอร์ตเตอร์ ความดีทุกอย่างที่ทำให้เขา และบอกเล่าความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น มาร์ตินได้แต่เขียนคำว่าขอโทษและเสียใจหลายครั้ง เขาไม่อยากปล่อยให้ครอบครัวพอร์ตเตอร์ต้องรอคอยข่าวการหายตัวไปของลูกชายอีก เขายืนยันว่าคนทำผิดต้องได้รับโทษ ทว่าเขาไม่อาจลงชื่อท้ายจดหมายได้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรใช้ชื่อไหน เหมือนกับตอนทิ้งจดหมายให้อีแกนส์ ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองควรเป็นใคร

บ้านของพอร์ตเตอร์ในความทรงจำเป็นเช่นไร สิ่งที่เห็นตอนนี้ไม่ต่างไปมากนัก เพียงแต่ไร้ซึ่งเสียงหัวเราะของลูกชายคนโตของบ้าน ทั้งพ่อและแม่ของแมทต่างก็ใจดีกับเขา เขายังจำได้ตอนที่พาน้องสาวของอีกฝ่ายเข้านอน รอยยิ้มของเธอคล้ายคนเป็นพี่เอามาก ๆ จนเหมือนกับเป็นฝาแฝดทั้งที่ห่างกันเกือบสิบปี

พวกเขาไม่ควรต้องมาพบเจอกับเรื่องแบบนี้

มือของมาร์ตินชะงักค้างยังตู้จดหมาย เขาจะบอกความจริงได้อย่างไรในเมื่อมันโหดร้ายเกินไป และที่สำคัญเขาคือต้นเหตุ ไม่ว่าอย่างไรครอบครัวนี้ก็ไม่มีวันยกโทษให้เขา

ไม่สิ...ชายหนุ่มไม่ได้ต้องการการยกโทษ เขาแต่อยากให้รู้ความจริง แม้ว่ามันจะเป็นข่าวร้ายก็ตาม

มาร์ตินหย่อนจดหมายลงตู้ เสียงเคร้งก้องหูราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก เขาตบมือลงบนตู้จดหมายสีขาวเบา ๆ ก่อนจะเดินจากมา พลันเสียงทักทายก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“คิง...เอ็มเม็ตต์ คิงใช่ไหม”

เขาจำได้ว่าเป็นเสียงแม่ของแมท ชายหนุ่มยืนนิ่ง ต่อสู้กับตัวเองระหว่างการหันหลังกลับหรือเดินจากไป ร่างกายเลือกให้เองโดยอัตโนมัติด้วยการชักเท้ากลับ

“จีน่า”

“ใช่เธอจริง ๆ ด้วย” หญิงร่างท้วมก้าวเท้าลงจากบันไดหน้าบ้าน ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของเธอเป็นเหมือนใบมีดที่เสียบทะลุเข้ากลางอก มาร์ตินรู้สึกชาไปทั่วร่างยามที่เธอจับมือของเขาไว้ด้วยความดีอกดีใจ “เธอหายหน้าหายตาไปนานมากเลยนะ จะกลับมาอยู่ที่นี่แล้วใช่ไหม”

ชายหนุ่มส่ายหน้า รอยยิ้มของเธอจางหายไป จีน่า พอร์ตเตอร์ถอนหายใจ

“เอาเถอะ อย่างน้อยฉันก็ได้เห็นหน้าเธอ ไม่เหมือน...” 

เขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการพูดถึงใคร

“คุณนายพอร์ตเตอร์ คือผม...”

“ฉันรู้ว่าเขาตายแล้ว” เธอแทรกขึ้นมา ทำเอามาร์ตินรีบสบตา รู้สึกเหมือนเลือดกำลังไหลออกจากร่างกายจนแทบไร้ความรู้สึก สีหน้าของเธอไม่ได้ล้อเล่นกับคำพูดนั้นแม้แต่น้อย “ฉันรู้ว่าเขาทำงานอะไร เกี่ยวข้องกับใคร ต่อให้ฉันห้ามหลายครั้งเขาก็ไม่ฟัง”

ชายหนุ่มพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากค้าง

“ตอนที่เขาบอกว่าจะพาเธอมาที่บ้าน ฉันค้านหัวชนฝา ฉันรู้จักชื่อเสียงของฮาร์วีย์ คิงเป็นอย่างดี และคิดว่าลูกชายคงไม่ต่างกัน ฉันตัดสินเธอก่อนจะได้เห็นหน้าด้วยซ้ำ แต่ลูกชายฉันดื้อไม่แพ้กัน ดึงดันว่าต้องพาเธอมากินข้าวเย็นที่บ้านให้ได้ ตอนฉันเห็นเธอครั้งแรก ฉันประหลาดใจ เธอต่างไปจากที่ฉันคิดไว้ เธอไม่เหมือนผู้ชายที่ถูกขนานนามว่าเป็นอาชญากร เป็นคนชั่วร้าย เธอเป็นเพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่ง และฉันกับครอบครัวก็รู้สึกชื่นชอบเธอมากขึ้นทุกที แต่ใจหนึ่งฉันรู้ดีว่าคนที่พัวพันอยู่กับคนแบบฮาร์วีย์ คิงจะมีจุดจบเช่นไร ฉันรู้นับตั้งแต่วินาทีที่เขาหายตัวไป แม้จะหลอกตัวเองว่าวันหนึ่งเขาจะต้องกลับมา เสี้ยวหนึ่งในใจฉันคิดมาตลอดว่าเขาตายไปแล้ว เขาตายไปแล้วใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอกลับมาที่นี่”

“ผ...ผม...” มาร์ตินพูดไม่ออก สิ่งที่เธอพูดถูกต้องทุกอย่าง และความเงียบของเขาก็เป็นคำตอบได้ดี 

จีน่าหลั่งน้ำตาพร้อมกรีดร้องลั่น เขารีบประคองเธอไว้ไม่ให้ล้ม ต่อให้เตรียมใจไว้นานแค่ไหน การรู้ความจริงก็เป็นเรื่องที่ทำใจไม่ได้อยู่ดี

“ผมขอโทษครับ” 

ชายหนุ่มประคองเธอเข้าไปในบ้าน พวกเขานั่งบนโซฟาในห้องรับแขก จนจีน่าเริ่มกลับมาได้สติอีกครั้ง พวกเขานั่งคุยกันหลายชั่วโมงถึงเรื่องของแมท พอร์ตเตอร์ ก่อนที่มาร์ตินจะขอตัวกลับก่อน 

เขาไม่รู้ว่าการที่เธอไม่ได้โทษเขาถือเป็นเรื่องดีหรือไม่ เพราะในใจเขาโทษตัวเองตลอดเวลา

“เธอจะไปที่ไหนเหรอ” คำถามของเธอเป็นเรื่องที่ยากจะหาคำตอบได้

“ผมยังไม่ทราบ”

“ถึงยังไง ก็ขอให้โชคดีนะ ฉันดีใจที่ได้คุยกับเธอ”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางก่อนจะเดินออกจากบ้านสองชั้นสีฟ้าสดใส เขากลับขึ้นรถยนต์และนั่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน ที่ว่ายังไม่รู้ว่าจะไปไหนไม่ใช่เรื่องโกหก เขาไม่มีที่ไป เขาไม่คิดว่าตัวเองจะยังสามารถกลับไปหาอีแกนส์ได้หลังจากที่ทิ้งจดหมายฉบับนั้นไว้

มาร์ตินขับรถไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย ทว่าเส้นทางที่เลือกไปก็มุ่งสู่ดาวน์ทาวน์ เขาคงเอารถกลับไปคืนแล้วหาที่พักสำหรับคืนนี้แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะไปที่ไหนต่อ นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปผจญภัยในที่ใหม่ ๆ

หลังจากคืนรถแล้วชายหนุ่มก็กลับสู่ท้องถนนด้วยเท้าทั้งสอง มันให้ความรู้สึกดีและปลอดภัยกว่าการขับรถหลายร้อยเท่า ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของไมอามีเพราะเป็นช่วงที่มีโอกาสเกิดพายุสูง ต้องเป็นช่วงมีนาคม – พฤษภาคม ที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว น่าแปลกที่เขาเกิดและโตที่นี่มาเป็นระยะเวลานานแต่กลับไม่ได้ผูกพันกับเมืองนี้หรือทะเลเท่าไรนัก เขาชอบที่อยู่ของเขาในนิวยอร์ก ห้าปีที่อยู่ที่นั่นสร้างความผูกพันกับเขาได้มากอยากคาดไม่ถึงโดยเฉพาะผู้คน...คน ๆ หนึ่ง...

“มาร์ต!” ชายหนุ่มหยุดเดิน เข้าใจว่าคงหูฝาด ความคิดฝุ้งซ่านของเขากำลังหลอกหลอนเขาอยู่ แต่เสียงเรียกก็ดังขึ้นอีกครั้ง แถมคราวนี้ใกล้และชัดกว่าเมื่อครู่ “มาร์ต!

มาร์ตินหันกลับไปก็พบอีแกนส์วิ่งเข้ามาหา ฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นมาจับบ่าของเขาไว้และเพียงแค่สัมผัสเดียวก็แทบหลอมละลายเขาให้หมดแรง แต่คนที่กำลังหมดแรงจริง ๆ ก็คืออีกฝ่ายที่ยังคงก้มหน้าก้มตาหอบหายใจไม่เป็นจังหวะ อีแกนส์ตัวอุ่นกว่าปกติราวกับเขาวิ่งมาเป็นระยะทางยาวไกล

“ดัสติน”

หากมีคำพูดใดเหมาะกับเสียงของเขาล่ะก็ ชื่อของอีแกนส์น่าจะมาเป็นอันดับหนึ่ง

อีแกนส์เงยหน้าขึ้น ใบหน้าแดงก่ำเพราะเหนื่อยล้า ดวงตาสีน้ำตาลมองตอบราวกับจะสามารถทะลุทะลวงไปทั่วร่าง ชายหนุ่มใจเต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่ได้เจอผู้ชายคนนี้


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น