อัปเดตล่าสุด 2020-03-21 12:17:27

ตอนที่ 19 บทที่ 19

 

         ปลายนิ้วมือเรียวยาวประสานกันอย่างนุ่มนวล ผิวสีเข้มของเขาขับความขาวเนียนละเอียดของอีกฝ่ายให้ยิ่งผุดผ่อง ดวงตาสีฟ้าอมเทาส่องประกายยามที่ริมฝีปากชวนลิ้มลองคลี่ยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่น้อยคนนักจะได้เห็น พวงแก้มได้รูปตอบรับกับฝ่ามือ เส้นผมสีอ่อนคลอเคลียไปตามนิ้วมือคล้ายหยอกเย้าให้ยิ่งสัมผัส ผิวกายเปลือยเปล่าถ่ายทอดไออุ่น สัมผัสลื่นมือชวนให้ยิ่งอยากค้นหา จากท่อนแขน สู่ลำตัว เขาลูบไล้เรือนร่างผ่ายผอมตรงหน้าร าวกับเป็นสิ่งเสพติดที่ไม่สามารถลดเลิกได้ เมื่อมือข้างนั้นไล่ลงต่ำหายลับไปใต้ผ้านวม เสียงหัวเราะทุ้มต่ำเสนาะหูก็ดังขึ้น ดวงตาสีฟ้าทอประกายวาบหวามแห่งความปรารถนา ริมฝีปากคู่นั้นกำลังเชิญชวน กำลังรอคอยการถูกเติมเต็ม ใบหน้าของพวกเขาใกล้กันจนรับรู้ได้ถึงทุกลมหายใจ มองเห็นทุกความกระหายที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กัน

นั่นคือมาร์ติน มาร์ตินของเขา ผู้ชายที่เขารัก ผู้ชายที่เขาอาจไม่มีวันได้พบอีก

            โทรศัพท์มือถือแผดเสียงลั่น คล้ายกับมือที่แหวกเข้ามาในโลกแห่งความฝัน ฉุดตำรวจหนุ่มให้กลับสู่ความเป็นจริง อีแกนส์สะดุ้งตื่นท่ามกลางความมืด ไฟจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบพร้อมเสียงเพลงโปรด เขาโอดครวญด้วยความรำคาญใจ พลางลุกขึ้นนั่งบนเตียง คว้าแหล่งกำเนิดเสียงขึ้นมารับสาย

            “อีแกนส์ครับ”

            “คุณอีแกนส์ ผมเจ้าหน้าที่คอลลินส์” เพียงแค่ได้ยินเสียง ตำรวจหนุ่มก็ตื่นเต็มตา เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำเสียงของอีกฝ่าย หรืออะไรบางอย่างในจิตใจที่ทำให้รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น บางอย่างที่ร้ายแรง บางที่ทำให้เขาอยากเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งแล้วทำลายข้าวของทุกอย่างในห้อง อีแกนส์กุมผ้าปูที่นอนไว้แน่นกลั้นลมหายใจอย่างไม่รู้ตัว คำพูดจากปลายสายยืนยันความหวาดกลัวของเขา “มาร์ตินหนีไป เขาหายตัวไป”

 

            ยี่สิบนาทีต่อมาอีแกนส์มาถึงอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่ทำให้เขาใจหายวาบ มันเป็นสถานที่เดียวกันกับที่เขามาทำธุระให้จ่าฟอสเตอร์ และห้องที่เขากับซิลเวสเตอร์สงสัยเรื่องใครเป็นผู้อาศัยในตอนนั้นก็ได้รับคำตอบ

            ทั้งที่ทางเดินไม่ได้ยาวไปกว่าอพาร์ตเมนต์ตามปกติ แต่ตำรวจหนุ่มกลับรู้สึกเหมือนใช้เวลาทั้งชีวิตในการเดินไปถึงห้องด้านในสุดทางเดิน หน้าห้องมีผู้ชายในชุดสูทยืนเฝ้าอยู่คนเดียวกันกับที่เขาเห็นเมื่อวาน อีกฝ่ายยกมือห้ามทันทีไม่ยอมให้เขาเดินเข้าห้อง สีหน้าบึ้งตึงแสดงอาการข่มขู่

            “ให้เขาเข้ามาได้” เสียงของเจ้าหน้าที่คอลลินส์ดังมาจากด้านใน เจ้าหน้าที่หน้าตาบึ้งคนนั้นจึงยอมให้อีแกนส์เดินเข้าไป

            ภายในห้องสว่างจ้าด้วยแสงไฟตัดกับภายนอกที่ยังคงมืดสนิท อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็คงแย้มแสงแรกของวันมาให้เห็น ปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นจากการพักผ่อน แต่สีหน้าของเจ้าหน้าที่ในห้องนี้บ่งบอกว่าไม่ได้พักผ่อนกันแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

เขาเห็นเจ้าหน้าที่คอลลินส์ยืนคุยโทรศัพท์อยู่บริเวณห้องนั่งเล่น ข้างกันคือเจ้าหน้าที่เรเน่กำลังยืนกอดอก ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า เขาเพิ่งเห็นหน้าเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำแต่เธอสามารถเปลี่ยนจากคนที่มีใบหน้าผ่องใส เป็นสิ้นหวังได้อย่างรวดเร็ว แม้ความแข็งแกร่งในตัวเธอยังคงอยู่แต่รู้สึกได้ถึงความอ่อนล้า

“เป็นไงบ้างคะ” เธอถามขึ้นทันทีที่เจ้าหน้าที่คอลลินส์วางสาย

เขาส่ายหน้า

“ที่นั่นยังคงปกติดี ไม่มีวี่แววของมาร์ตินหรือฮาร์วีย์ คิง”

“ฮาร์วีย์ คิง” อีแกนส์ทักขึ้นเมื่อได้ยินชื่อนั้น “คุณหาเขาพบแล้วเหรอ”

เจ้าหน้าที่คอลลินส์พยักหน้าแทนการกล่าวทักทาย ถ้าคิดว่าสีหน้าเจ้าหน้าที่เรเน่แย่แล้ว สีหน้าของผู้ชายคนนั้นแย่กว่ากันหลายเท่า และนั่นสร้างความกังวลให้ตำรวจหนุ่มมากขึ้นไปอีก

“ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เราเข้าตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าเป็นบ้านของฮาร์วีย์ คิง แต่เราไม่พบเจ้าตัว จึงต้องให้คนคอยเฝ้าระวังที่นั่นแล้วเก็บหลักฐานที่มีในบ้านมายืนยันกับฐานข้อมูลว่าใช้ฮาร์วีย์ คิงจริงหรือไม่”

“แต่คุณไม่มีดีเอ็นเอของฮาร์วีย์ คิง” เขาพูดขึ้นแล้วบางอย่างในหัวสมองก็ดังคลิ้ก

“เรามีข้อมูลบางอย่างที่ดี.ซี. ผมให้คนนำหลักฐานพวกนั้นส่งตรวจที่แล็ปโดยเร็วที่สุด แต่มันอาจเร็วไม่พอ” เจ้าหน้าที่คอลลินส์ถอนหายใจ อีแกนส์เข้าใจว่าข้อมูลดังกล่าวคงเป็นดีเอ็นเอของมาร์ติน...ของเอ็มเม็ตต์ คิง

“คุณคิดว่ามาร์ตินไปที่บ้านหลังนั้น”

“เรื่องนั้นฉันผิดเอง” เจ้าหน้าที่เรเน่สารภาพ “ฉันบอกเขาว่าเราพบบ้านพักของเดอะ คิงแล้ว ฉันไม่คิดว่าเขาจะหนีไปจากที่นี่ได้ จึงได้บอกที่อยู่ไป พอกลับมาที่นี่อีกครั้ง พอร์ตเตอร์ก็ไม่อยู่แล้ว”

“เขาหายไปนานขนาดไหนแล้วครับ” 

“ห้าชั่วโมง...”

“ห้าชั่วโมงแล้วพวกคุณยังยืนอยู่แบบนี้เหรอครับ!” ตำรวจหนุ่มขึ้นเสียง เลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรง ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเต้นของหัวใจ

“คุณอีแกนส์ ผมแจ้งให้คุณทราบเพราะผมคิดว่าคุณเป็นคนที่ใกล้เคียงกับคำว่าครอบครัวมากที่สุดสำหรับมาร์ติน คุณอยู่ที่นี่ในฐานะพลเมือง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ” เจ้าหน้าที่คอลลินส์พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมให้คนสอบถามเจ้าของห้องข้างล่างที่พวกเราเข้าใจว่ามาร์ตินปีนลงไปทางนั้น เธอยืนยันความคิดของพวกเราแต่ไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหนหรือตั้งใจจะทำอะไร”

“มาร์ตินไม่ขับรถ เขาคงไปไหนได้ไม่ไกล”

“เขามีใบขับขี่ ถึงจะไม่เคยใช้ก็ตาม”

นั่นถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับอีแกนส์ ยังมีอะไรอีกบ้างที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ อดีตที่มาร์ตินไม่เคยเล่าให้ฟัง แต่คอลลินส์ทราบดี เขารู้ว่าไม่ควรอิจฉาแต่ก็เหมือนมีบางอย่างมาสะกิดความรู้สึกนั้นในใจ

“เขาไม่ได้ไปหาคุณใช่ไหม” อีแกนส์มองกลับด้วยสายตาที่สื่อความหมายว่า ถ้ามาร์ตินไปหาเขา เขาจะมาอยู่ที่นี่ไหม เจ้าหน้าที่คอลลินส์รู้ตัวว่าถามคำถามงี่เง่าออกไปจึงพูดต่อ “ผมแค่อยากให้มั่นใจ”

“คุณคิดว่าเขาจะไปที่ไหนล่ะครับ” ในเมื่อคุณรู้จักเขาดีนัก อีแกนส์อยากจะเติมประโยคท้ายทว่าเขาก็ยั้งปากตัวเองไว้ได้ทัน ในเวลาเช่นนี้เขาควรใช้สมองคิดมากกว่าใช้อย่างอื่น

“ถ้าเขาไม่ได้ไปที่บ้านพักของเดอะ คิง ผมก็มืดแปดด้านเช่นกัน เราให้คนไปตรวจสอบที่บ้านของเขาแต่ก็ไม่พบวี่แวว”

ตำรวจหนุ่มเองก็คิดเช่นนั้น การที่มาร์ตินอยู่ในห้องนี้ตามความต้องการของเอฟบีไอเป็นเพราะเขายังไม่รู้ที่อยู่ของฮาร์วีย์ คิง แต่ตอนนี้เขาทราบแล้ว อย่างไรก็ตามถ้าผู้ชายคนนั้นเป็นอันตรายต่อมาร์ติน แทนที่จะหนีไปทำไมถึงได้เดินเข้าไปหาแบบนั้น

อีแกนส์ขนลุก รู้สึกกลัวแทนมาร์ติน กลัวว่าอีกฝ่ายจะตัดสินใจทำอะไรที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ เขาถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่หลายครั้ง มาร์ตินจะสามารถฆ่าคนได้ไหม ผู้ชายคนนั้นกลายเป็นฆาตกรเลือดเย็นได้หรือเปล่า ในช่วงระยะเวลาที่เขารู้จักอีกฝ่ายมาคำตอบของเขาคือไม่ แต่มาร์ตินมีบางอย่างมืดมนกว่านั้นซ่อนอยู่ ยามที่เขารู้ความจริงว่าอีกฝ่ายคือใคร เขาตั้งข้อสงสัยกับทุกอย่าง ทุกช่วงเวลาที่พวกเขามีให้กัน ทุกคำพูด ทุกความรู้สึก คนไหนกันแน่คือมาร์ติน ผู้ชายที่เขารู้จักมาได้สองปี หรือผู้ชายที่เจ้าหน้าที่คอลลินส์รู้จักมาแทบทั้งชีวิต

“แล้วที่พักคุณล่ะครับ” 

“ที่พักผม?” เจ้าหน้าที่คอลลินส์ขมวดคิ้ว

“ในสถานการณ์แบบนี้มาร์ตินไม่มีทางมาหาผม แต่เขาจะไปหาคุณ” ความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงจิตใจทำให้ยากเหลือเกินที่จะเอ่ยคำพูดพวกนั้นออกมา ริมฝีปากของเขาสั่น ลมหายใจติดขัด เขาอยากเป็นคนที่มาร์ตินพึ่งพาในยามยากลำบากที่สุดแต่เห็นได้ชัดว่ามาร์ตินไม่เลือกเขา...ไม่ใช่ไม่อยากเลือก แต่เพราะมาร์ตินไม่อยากให้เขายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปมากกว่านี้ ไม่อยากให้เขาต้องตกอยู่ในอันตราย

เด็กโง่ ต่อให้ต้องตกนรก ฉันก็จะอยู่กับนาย

อีแกนส์ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ หากมาร์ตินรู้จักเขาดี ย่อมรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะหันหลังให้อีกฝ่าย

“คุณกลับไปสมทบกับเจ้าหน้าที่วิลสัน” เจ้าหน้าที่คอลลินส์พูดกับเจ้าหน้าที่เรเน่ก่อนหันมาทางอีแกนส์แล้วหยิบเสื้อสูทที่พาดกับพนักโซฟาขึ้นมา “คุณอีแกนส์ คุณมากับผม”

ไม่กี่นาทีต่อมา ตำรวจหนุ่มก็เข้ามานั่งในรถ SVU สีดำสนิท เจ้าหน้าที่คอลลินส์โยนสูทไปที่เบาะหลัง คลายเนคไทและปลดกระดุมเม็ดบนออก ผู้ชายคนนี้น่าจะอายุสี่สิบปลาย ๆ แต่กลับคงรูปร่างไว้ได้ดีราวกับคนหนุ่ม เสื้อเชิ้ตตัวนั้นไม่อาจปกปิดกล้ามเนื้อแข็งแรงที่ซ่อนอยู่ภายใน เขาสตาร์ทเครื่องยนต์เคลื่อนที่ออกจากลานจอดในทันที สีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววกังวล อีแกนส์ไม่รู้ว่าอดีตของสองคนเป็นเช่นไร แต่ความห่วงใยที่อีกฝ่ายมีต่อมาร์ตินมันมากกว่าการเป็นแค่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอกับ...เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเรียกมาร์ตินเป็นอะไร

“คุณมีอะไรปิดบังผมอีกหรือเปล่า” อีแกนส์ถาม สายตายังคงมองไปยังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ

คอลลินส์ละสายตาจากถนนมามองเขาเพียงครู่หนึ่งก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะกลับไปสนใจเบื้องหน้า

“ถ้าคุณหมายถึงอดีตของมาร์ติน นั่นเป็นสิ่งที่คุณควรถามเจ้าตัว”

“ผมไม่คิดว่าเขาจะตอบ” เขาถอนหายใจ

“ระหว่างผมกับมาร์ติน ผมรักเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง ลูกชายที่ผมไม่มีวันมี ผมแต่งงานแล้ว คุณอีแกนส์”

เรื่องนั้นอีแกนส์ทราบดี แหวนที่นิ้วนางซ้ายบอกเขาตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ชายคนนี้จะไม่มีความรู้สึกบางอย่างกับมาร์ติน

“ครั้งแรกที่ผมพบเขา เขาเหมือนเด็กหลงทางคนหนึ่งที่เดินทางผิดเพราะไม่อาจเลือกได้ เขาไม่มีตัวเลือกอะไรนอกจากทำตามคำสั่งของพ่อ แต่ผมรู้ว่าเขาเป็นเด็กดี เขาเป็นคนดี เรื่องนี้คุณเองก็รู้”

อีแกนส์ไม่ได้ตอบ เพียงแค่ผ่อนลมหายใจประชดประชัน

“เขาเป็นห่วงคุณ คุณอีแกนส์” คอลลินส์พูดต่อ สีหน้าคล้ายกำลังนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก “พอผมพูดถึงชื่อคุณ เขาก็ตั้งการ์ดป้องกันทันทีราวกับผมจะทำร้ายคุณ ผมแค่ตรวจสอบประวัติคนที่มาร์ตินทำความรู้จักเท่านั้น คุณปลอดภัยดี”

ประโยคท้ายเขาตั้งใจพูดกับอีแกนส์ ตำรวจหนุ่มไม่รู้เลยว่าเข้าไปอยู่ในเรดาร์ของเอฟบีไอตั้งแต่เมื่อไร อาจจะตั้งแต่ตอนรู้จักกับมาร์ตินก็เป็นได้

“คุณพูดถึงตอนที่เจอมาร์ตินครั้งแรก” เขาเอ่ยขึ้น “ตอนผมเห็นเขา ผมก็รู้สึกเหมือนเขาเป็นเด็กหลงทาง...”

“เขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเท่าไรนัก ไม่สิ มีทั้งแตกต่างและยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้เขามีคุณ”

คำพูดนั้นเสียดแทงหัวใจเขาจนร่างกายเป็นเหน็บชา อีแกนส์ไม่รู้ว่าตัวเองควรคิดอะไร หรือทำเช่นไร เขาแค่อยากเจอมาร์ติน อยากรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนที่จะลงมือทำอะไรไม่คิดออกไป เขาเคยวาดฝันอนาคตไว้กับผู้ชายคนนั้นและเขาไม่ต้องการให้ใครหรือสิ่งใดมาทำลายมัน

ห้องพักของเจ้าหน้าที่คอลลินส์ตั้งอยู่บนถนนเมดิสัน เป็นห้องขนาดสตูดิโอ ผนังห้องทาด้วยสีขาวสว่าง พื้นห้องทำด้วยไม้ ภายในมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น โซฟา ชั้นวางของ โทรทัศน์ คาดว่าน่าจะเป็นของที่ผู้เช่าคนก่อนทิ้งเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะอาศัยอยู่ที่นี่นาน เมื่อตรงมายังบริเวณห้องนั่งเล่นจะเห็นบันไดสีดำพาดขึ้นไปยังชั้นบนเข้าสู่พื้นที่ห้องนอน

เจ้าหน้าที่คอลลินส์เดินขึ้นไปบนนั้นราวกับรู้ดีว่าตัวเองต้องการค้นหาสิ่งใด อีแกนส์ได้ยินเสียงรถยนต์จากถนนเบื้องล่าง จากหน้าต่างตรงนี้สามารถมองเห็นตึกฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน เป็นทำเลที่พักที่ดีแห่งหนึ่ง เขาได้ยินเสียงเปิดลิ้นชักจากด้านบนจึงเดินตามขึ้นไป เห็นอีกฝ่ายกำลังยืนอ่านกระดาษโน้ตในมือ มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขารู้จักสีหน้าแบบนั้นดี เป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เขาอ่านโน้ตของมาร์ตินตอนที่อีกฝ่ายเข้ามาในห้องของเขา

“จากมาร์ตินเหรอครับ”

เจ้าหน้าที่คอลลินส์ตอบคำถามด้วยการอ่านข้อความในนั้นให้ฟัง

“เป็นถึงเอฟบีไอแต่อาศัยอยู่ในห้องที่ให้คนแอบเข้ามาได้ง่ายแบบนี้ ระวังหน่อยสิครับ” อีแกนส์สามารถนึกใบหน้าและน้ำเสียงของอีกฝ่ายตามได้เป็นอย่างดี “ผมขอยืมของในลิ้นชักคุณไป ถ้ามีโอกาสคงจะได้คืน...มาร์ติน”

“ของในลิ้นชัก”

“ปืนน่ะ” คอลลินส์ตอบ สายตามองไปยังลิ้นชักอันว่างเปล่า

“เขาบอกไหมว่าจะไปไหน” ตำรวจหนุ่มถามโดยที่คาดเดาคำตอบไว้แล้ว เจ้าหน้าเอฟบีไอส่ายหน้า

“คุณรู้ว่าเขาจะมาที่นี่ คุณอีแกนส์ คุณเข้าใจเขา บางทีคุณอาจรู้ว่าเขาจะไปที่ไหน”

อีแกนส์อยากจะปฏิเสธในทันที ทว่าบางอย่างหยุดการกระทำของเขาไว้ เขารู้ว่ามาร์ตินจะมาที่นี่เพราะอีกฝ่ายไม่มีทางไปหาเขา หากเป้าหมายของมาร์ตินคือฮาร์วีย์ คิง เขาก็น่าจะไปที่บ้านพักแห่งนั้น บางทีอีกฝ่ายเข้าใจความคิดของผู้ชายคนนั้นมากกว่า เขาอาจรู้ว่าเอฟบีไอตามเจอบ้านพักของเขาจึงไม่คิดจะกลับไปที่นั่น เป็นไปได้ว่าทั้งคู่ยังอยู่ที่นี่

“มาร์ตินคงไม่กลับไปที่บ้าน เขารู้ว่าคุณให้คนไปเฝ้าไว้อย่างแน่นอน และเขาก็ไม่ไปที่เซาแธมป์ตันเช่นกันในเมื่อฮาร์วีย์ คิงไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาต้องหาที่พักก่อน เป็นไปได้ไหมว่าเขาไปหาคุณเจนเซ่น”

“เราส่งเธอไปอยู่นอกเมือง มาร์ตินคงยังไม่ไปจากนิวยอร์กแน่”

“ถ้าอย่างนั้น...” ตำรวจหนุ่มครุ่นคิด ในเวลาเช่นนี้อีกฝ่ายจะไปไหนได้ เท่าที่เขารู้ผู้ชายคนนั้นไม่มีเพื่อนฝูง ถ้าหากขอความช่วยเหลือจากคนที่เคยคบค้าจากงานที่ทำ อีแกนส์คงไม่มีวันหาตัวมาร์ตินพบแน่นอน

ไม่หรอก เขาคิด ถึงอย่างไรมาร์ตินก็ยังต้องการให้เขาหาตัวพบ ไม่เช่นนั้นคงไม่มาที่ห้องของคอลลินส์แน่ ๆ แต่ยังจะมีที่ไหนอีก ที่อีกฝ่ายจะไป...

“โกดัง...” อีแกนส์พึมพำ “โกดังที่โรสแมรี่ เจนเซ่นถูกจับตัวไป พวกคุณคงตรวจสอบที่นั่นไปแล้ว ตอนนี้คงไม่มีใครอยู่ที่นั่น”

เจ้าหน้าที่คอลลินส์มีสีหน้าลังเล แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลองไปที่นั่น ทั้งคู่ออกจากห้องพักกลับขึ้นรถอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าสู่บรุกลิน 

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง รอบข้างเริ่มเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนทยอยออกจากบ้านสร้างความเร่งรีบบนท้องถนน อีแกนส์มองออกไปนอกหน้าต่าง หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ภาวนาให้เขาคิดถูก ให้มาร์ตินอยู่ที่โกดัง ให้เขาได้มีโอกาสเห็นใบหน้าหล่อเหลานั่นอีกครั้ง

“คุณพกอาวุธมาด้วยหรือเปล่า” น้ำเสียงของคอลลินส์ฟังดูเคร่งเครียด

อีแกนส์พยักหน้า แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องถาม คนที่พวกเรากำลังตามหาอยู่คือมาร์ติน มาร์ตินไม่มีวันทำร้ายพวกเขา เจ้าหน้าที่เอฟบีไอพูดต่อราวกับอ่านความกังวลของอีแกนส์ออก

“ในตอนนี้มาร์ตินถือเป็นบุคคลอันตราย เขามีอาวุธติดตัว ผมแค่ไม่อยากประมาท”

ตำรวจหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ไม่ได้เห็นด้วย มาร์ตินไม่ใช่บุคคลอันตราย ผู้ชายที่มีรอยยิ้มงดงามเช่นนั้นไม่มีทางทำร้ายใครได้อย่างแน่นอน

โกดังในบรุกลินที่อีแกนส์เคยมาเมื่อหลายเดือนก่อน ยังคงเต็มไปด้วยความพิศวง ในครั้งนั้นเขาไม่รู้ว่ามีอะไรรอคอยอยู่ที่นี่ คราวนี้เขาหวังว่าจะมีใครอยู่ในนั้น คนที่เขาอยากพบมากที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เจ้าหน้าที่คอลลินส์เปิดประตูโกดังช้า ๆ แสงตะวันจากภายนอกส่องเข้าไปด้านในจุดพื้นที่กว้างขว้างให้สว่างขึ้นมา เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องแม้จะพยายามเดินเบาแล้วก็ตาม คอลลินส์หยิบไฟฉายขึ้นมาใช้เมื่อแสงแดดยังไม่เพียงพอต่อสถานที่แห่งนี้ หน้าต่างบานเล็กที่อยู่ด้านบนรอบโกดังขุ่นมัวจนแสงไม่อาจลอดมาได้เท่าที่ควร

อีแกนส์สูดลมหายใจ พยายามกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจให้คงที่ พวกเขาไม่ได้เรียกกำลังเสริมเพราะไม่มีอะไรยืนยันว่ามาร์ตินอยู่ที่นี่ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาด...

มันต้องไม่มีอะไรผิดพลาด

“มาร์ต!” ตำรวจหนุ่มตะโกนขึ้นเมื่อไม่อาจทนต่อแรงกดดันในตอนนี้ได้ “มาร์ต ถ้านายอยู่ที่นี่ตอบด้วย”

ชายทั้งสองมองหน้ากันก่อนส่งสัญญาณแยกย้ายกันตรวจสอบพื้นที่ เสียงตะโกนเรียกชื่อมาร์ตินดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงของเจ้าหน้าที่คอลลินส์เข้าร่วมด้วย

“ไปจากที่นี่ซะ!” เสียงหนึ่งดังตอบกลับมาจากด้านใน อีแกนส์นึกไม่ถึงว่าตัวเองปรารถนาที่จะได้ยินเสียงนั้นมากขนาดนี้

“มาร์ต!” เขาเรียกกลับ ค่อย ๆ เดินตามเสียงไป แสงไฟจากไฟฉายของคอลลินส์พยายามส่องไปทางต้นเสียง ยังคงไร้วี่แววของมาร์ติน

“ผมบอกให้ออกไปจากที่นี่!” เสียงแผดกลับมาอย่างสิ้นหวัง “ผมเลือกแล้ว!

“มาร์ติน!” เจ้าหน้าที่คอลลินส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ฟังฉันให้ดี ปล่อยให้ฉันจัดการเรื่องนี้ เธอมาไกลพอแล้ว”

“หุบปาก!” เสียงที่ตวาดกลับมาฟังไม่เหมือนมาร์ตินที่อีแกนส์รู้จัก เขารู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ตรงไหน แต่ความมืดและสิ่งกีดขวางซ่อนร่างของชายคนนั้นไว้ มีเพียงน้ำเสียงหมดหนทางดังก้องขึ้น “ผมฟังคุณมามากพอแล้ว ผมไม่อยากหนีอีกแล้ว ผมควรฆ่าเขาให้ตายตั้งแต่ตอนนั้น!

“มาร์ต อย่าทำอะไรโง่ ๆ นะ” ตำรวจหนุ่มตอบกลับแต่ก็เหมือนยิ่งผลักอีกฝ่ายติดริมหน้าผา มาร์ตินในตอนนี้พร้อมที่จะกระโจนลงไปได้ทุกเมื่อ “เราจะต้องจับเขาได้ มาร์ต นายเชื่อฉัน กลับบ้านกัน”

เขาได้ยินเสียงพึมพำบางอย่างปะปนมากับเสียงสะอื้น แต่ไม่อาจฟังออกได้ว่าพูดสิ่งใด

“มาร์ต...”

“คุณไม่รู้จักผม!” คำพูดนั้นเหมือนเป็นเชือกเส้นสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวเขากับมาร์ตินไว้ด้วยกัน วินาทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมาทุกอย่างก็ขาดสะบั้น

เสียงฝีเท้าดังขึ้น ทั้งคู่ชักปืนขึ้นจ่อไปทางต้นเสียง อีแกนส์ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องหยิบปืนออกมาแต่สัญชาตญาณมีความคิดของตัวมันเอง

“มาร์ติน ถ้าเธอก้าวเท้าออกไปจากที่นี่เอง ฉันจะไม่สามารถปกป้องเธอได้อีก” เจ้าหน้าที่คอลลินส์พูดขึ้น สีหน้าตึงเครียด ชายทั้งสองไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ทั้งคู่ตีขนาบไปทางที่ซ่อนของมาร์ติน ด้านหลังมีประตูทางออกที่อีกฝ่ายสามารถใช้หลบหนีได้

มาร์ตินเลือกที่จะเล่นเกม เกมเสี่ยงดวงที่อีแกนส์รู้อยู่แก่ใจว่าต้องเป็นผู้แพ้ ร่างของอีกฝ่ายปรากฏออกจากที่ซ่อน คอลลินส์อยู่อีกฝั่งไม่มีโอกาสที่จะใช้ปืน คนที่จะหยุดมาร์ตินเอาไว้ได้มีแต่เขา ทว่ายามที่ปืนของทั้งคู่เล็งเข้าหากัน ตำรวจหนุ่มไม่อาจลงมือทำสิ่งใดได้

สายตาที่มองมาไม่เหมือนมาร์ตินที่เขารู้จัก มันเย็นชาราวกับพวกเขาไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่เคยมีความผูกพันใด ๆ ต่อกัน มาร์ตินรู้ดีว่าอีแกนส์ไม่มีทางเหนี่ยวไก แต่ถ้าเขาไม่ทำอีกฝ่ายก็จะเดินทางสู่ประตูขุมนรกด้วยตัวเอง ในบรรดาการฝึกฝนมากมาย เหตุการณ์ผิดวิสัยที่เขาเคยได้เข้าร่วมทั้งหมดไม่มีครั้งไหนตึงเครียดเท่านี้ ไม่มีครั้งไหนที่เขาลังเลและหมดหวังมากเท่านี้มาก่อน

เขาทำไม่ได้

ตำรวจหนุ่มลดปืนลง มาร์ตินเดินถอยหลังไปทางประตูโดยที่ปืนยังคงจ่อมาทางเขา ดวงตาสีฟ้าเย็นชายังคงมองอย่างเลือดเย็น ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ยิงแต่อีแกนส์กลับเจ็บปวด เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับแสงจากภายนอกที่ลอดเข้ามาชั่วพริบตาหนึ่งก่อนที่ประตูจะดีดปิดเสียงดัง

เสียงดังกล่าวคือเสียงหัวใจที่แตกสลายของตำรวจหนุ่ม

“...นั่น...ไม่ใช่มาร์ติน...”

เจ้าหน้าที่คอลลินส์ลดปืนลง หันกลับมาทางอีแกนส์ เสียงตอบกลับของเขาราบเรียบ แต่จริงจัง 

“นั่น...คุณอีแกนส์ คือเอ็มเม็ตต์ คิง”


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น