อัปเดตล่าสุด 2020-03-21 12:17:27

ตอนที่ 17 บทที่ 17

 

            อีแกนส์ไม่คิดมาก่อนว่าการตามหาคน ๆ หนึ่งจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้ ขนาดนักสืบฝีมือดีจากบริษัทของพี่ชายก็ยังไม่ได้ความคืบหน้า ทั้งที่ผ่านมาแล้วเกือบสัปดาห์ เขาเองก็ไม่นิ่งเฉย ใช้เวลาที่ยังอยู่ในช่วงพักงานตามหาฮาร์วีย์ คิงผ่านทางคนของชโรเดอร์ ถ้าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องราวระหว่างสองแก๊งแล้วล่ะก็ถึงอย่างไรฝั่งนั้นไม่มีทางนิ่งเฉยอย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ทางด้านของชโรเดอร์มีการเคลื่อนไหว นอกจากเขาแล้ว ยังมีคนอื่นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมของแพทริค ชโรเดอร์ ตำรวจหนุ่มมั่นใจว่าต้องเป็นของจากเอฟบีไอแน่นอน

            อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงตามหาตัวผู้ชายคนนั้นไม่พบ เป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายหลบซ่อนอยู่ในเงามืดมาตลอดห้าปีโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาย่อมมีคนช่วยเหลือ อีแกนส์หาข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งของเดอะ คิงแต่ไม่ง่ายเลยที่จะรู้ว่าใครบ้างเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนี้ เขาขอให้ซิลเวสเตอร์ที่ยังพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านช่วยติดต่อเพื่อนที่เป็นเอฟบีไอ ว่าจะพอบอกข่าวอะไรได้บ้างเกี่ยวกับคดีนี้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคำตอบกลับมา

            หากเป็นแบบนี้ต่อไปเขาคงต้องประสาทเสียแน่ ๆ

ทันทีที่ทราบว่าเพื่อนสนิทจะกลับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น เขาก็ติดต่อจ่ามิลส์ขอกลับเข้าไปทำงานเพราะไม่อาจอยู่เฉยได้อีก หัวหน้ายังคงห่วงว่าเขาจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ตราบใดที่คดีของชโรเดอร์ยังไม่ปิด แต่อีแกนส์ไม่มีทางเลือกนอกจากจะโกหกไปว่าสามารถทำใจได้แล้ว ซึ่งถือเป็นการปิดประตูอนาคตตัวเองไปเกือบครึ่งเพราะหากถูกจับได้ว่ายังตามเรื่องนี้ต่อคราวนี้คงไม่ใช่แค่การพักงานสบาย ๆ แบบนี้แน่ เขาคงได้พักยาวไปตลอดชีวิต

            เช้าวันแรกของการกลับไปทำงาน ตำรวจหนุ่มรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นเพื่อนสนิทตัวเองกำลังสวมเครื่องแบบอยู่ในห้องล็อคเกอร์

            “ซิม ซิลเวสเตอร์ ยังอยู่ดีกินดีไม่มีเปลี่ยน” อีแกนส์แซวขึ้น ตรงไปยังล็อคเกอร์ตัวเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

            “ดัส อีแกนส์ นึกว่าจะถูกยึดตราไปตลอดชีวิตเสียแล้ว”

            คำตอกกลับของอีกฝ่ายตรงจุดเสียจนสะอึก

            “เดี๋ยวก็คงได้รู้” เขาตบไหล่คู่หู ตั้งใจจะถามถึงเรื่องที่ไหว้วาน แต่คนอื่นเดินเข้ามาในห้องเสียก่อนจึงต้องเปลี่ยนเรื่อง “สัปดาห์นี้ฉันขับรถเอง”

            ซิลเวสเตอร์ยิ้ม หลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าประชุมเป็นระยะเวลาสิบห้านาที ก่อนที่ทั้งสองจะมานั่งอยู่ในรถยนต์เตรียมตัวออกตรวจตราประจำวัน

            มันเป็นความรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ที่ได้กลับมาสวมเครื่องแบบอีกครั้ง และได้นั่งหลังพวงมาลัยรถอิมพาล่าคันนี้ อีแกนส์เข้าเกียร์ เคลื่อนรถออกจากสถานีตำรวจพร้อมกับคันอื่น ๆ ที่แยกย้ายออกไปตามเขตที่ตัวเองได้รับมอบหมาย ปกติแล้ว วิทยุที่ใช้สื่อสารจะไม่ได้เอามาคุยเล่นกัน แต่คราวนี้ทุกคนพร้อมใจกันต้อนรับเขากับคู่หูที่กลับมาปฏิบัติหน้าที่กันอีกครั้งอย่างอบอุ่น

            “ได้ยินว่าเธอวิ่งไล่จับคนร้ายอย่างเอาเป็นเอาตายจนสำเร็จ เก่งมากนะ” ซิลเวสเตอร์ตอบวิทยุกลับ  อีแกนส์มั่นใจว่ามาร์ติเนซคงย่นคิ้วทำเสียงไม่พอใจ บ่นพึมพำกับเลสลี่แน่นอน ดูเหมือนเพื่อนของเขาก็รู้เช่นกันถึงได้ยิ้มขบขันหันมาคุยกับเขาว่า “เธอต้องเกลียดที่ฉันชมแน่”

            ระหว่างที่อีแกนส์กำลังหัวเราะก็ได้ยินเสียงของมาร์ติเนซผ่านทางวิทยุอีกครั้ง

“วิทยุไม่ได้มีไว้คุยเล่นนะ”

สองตำรวจหนุ่มหัวเราะลั่นนับเป็นการเริ่มต้นกะที่ดีจริง ๆ

            การอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้เป็นเรื่องที่หายไปนานสำหรับอีแกนส์ มันทำให้เขาไม่ต้องนึกถึงสิ่งใดนอกจากงานเหมือนกับช่วงเวลาห้าเดือนที่มาร์ตินขาดการติดต่อ เขาก็ได้บรรยากาศครื้นเครงจากเพื่อนร่วมงานคอยบรรเทาความทุกข์ในใจ

            ซิลเวสเตอร์ยื่นมือมาตบบ่า ราวกับอ่านความคิดของเขาออก ตำรวจหนุ่มรู้สึกซาบซึ้งที่มีคู่หูที่รู้ใจกันดีแบบนี้

            “แวะร้านประจำหน่อยไหม” เขาถามขึ้นและเมื่อเพื่อนสนิทเอ่ยเร่งก็เป็นอันตอบตกลง

            หลังมื้อเช้าที่เป็นกาแฟกับเบเกิล สองตำรวจหนุ่มก็ได้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งไล่โจรล้วงกระเป๋าที่ก่อเหตุต่อหน้าต่อตาคนทั้งคู่ ไม่ถึงห้านาทีเด็กหนุ่มคนนั้นก็มานั่งเป็นเพื่อนอยู่เบาะหลังรถเตรียมตัวกลับสถานีเพื่อลงบันทึกประจำวัน พวกเขาส่งเด็กคนนั้นไว้ที่จ่าฟอสเตอร์ซึ่งเธอก็ใช้พวกเขาให้ไปทำอะไรบางอย่างต่อทันที

            อีแกนส์มองที่อยู่บนกระดาษที่จ่าฟอสเตอร์ให้มา นึกสงสัยว่าต้องทำอะไรต่อกับมัน แต่เธอกำชับให้ไปรับของตามที่อยู่นี้ แน่นอนว่าทั้งเขาและซิลเวสเตอร์ต่างก็ไม่หือไม่อือกับเธอ จึงไม่ปริปากบ่นหรือถามแต่อย่างใด เดินออกจากสถานีกลับขึ้นรถอย่างรวดเร็ว

            “นายว่าจ่าให้เราไปเอาอะไร” ซิลเวสเตอร์ถามขึ้นระหว่างออกเดินทาง อีแกนส์ได้แต่ยักไหล่ ผู้หญิงคนนั้นเข้าใจยากเกินกว่าที่เขาจะพยายามคาดเดา

            สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในลองไอส์แลนด์ซิตี้ พวกเขาใช้เวลาประมาณสี่สิบนาทีก็เดินทางมาถึงอพาร์ตเมนต์สูงราวยี่สิบชั้นตั้งอยู่หัวมุมถนน อีแกนส์จอดรถยังลานจอดด้านข้าง เดินเข้าไปในตัวตึกพร้อมเพื่อนสนิท เขากดเรียกลิฟท์ขึ้นไปชั้นสิบแปด

            เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก สิ่งที่พวกเขาเห็นคือโถงทางเดินตรงยาว สองข้างทางเป็นห้องพัก เขาเห็นผู้ชายใส่สูทสองคนยืนอยู่หน้าประตูห้องพักด้านในสุด อีแกนส์หันมองเพื่อนสนิทโดยอัตโนมัติ และพบว่าอีกฝ่ายมองเขาด้วยสายตาสงสัยเช่นกัน ทำไมต้องมีคนเฝ้าหน้าประตู จากการสังเกตของพวกเขา คาดเดาว่าคงเป็นพวกบอดี้การ์ดให้คนสำคัญหรือไม่ก็เอฟบีไอ

            ตำรวจหนุ่มมองกระดาษในมืออีกครั้งแล้วก็ต้องถอนหายใจ เมื่อพบว่าห้องที่ต้องไปไม่ใช่ห้องที่มีคนยืนเฝ้าอยู่ อีแกนส์เคาะประตูห้องที่สองทางซ้ายมือ เสียงปลดล็อคกุญแจดังขึ้นตามด้วยประตูที่เปิดแง้มออกโดยยังมีโซ่เหล็กกั้น

            “สวัสดีครับคุณผู้หญิง...” เจ้าของห้องปิดประตูทันที ตำรวจทั้งสองรีบมองหน้ากันด้วยสีหน้าเลิกลั่ก ก่อนที่ประตูห้องจะเปิดอีกครั้ง คราวนี้มันเปิดออกกว้างเผยให้เห็นผู้หญิงผมบลอนด์วัยสี่สิบห้าปี

            “เพื่อนของมิรันด้าสินะ” เธอพูดขึ้น น้ำเสียงฟังดูห้วนแต่สีหน้าของเธอเป็นมิตร อีแกนส์กับซิลเวสเตอร์มองหน้ากันอีกครั้งต่างฝ่ายต่างนึกว่ามิรันด้าคือใคร ถ้าพวกเขาเคยรู้ชื่อต้นของจ่าฟอสเตอร์ล่ะก็มันคงถูกลบออกจากสารบบไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าของห้องไม่สนใจปฏิกิริยาของตำรวจหนุ่มทั้งสอง เธอหายตัวเข้าไปในห้องก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมลังกระดาษสองกล่องซ้อนกันยื่นให้อีแกนส์แบบไม่ทันตั้งตัว

            ตำรวจหนุ่มเห็นว่าอีกฝ่ายถือมาได้อย่างสบาย ๆ จึงไม่ได้เตรียมรับน้ำหนักเยอะแบบนี้ ทันทีที่น้ำหนักของลังวางลงบนท่อนแขนเขาก็เกือบเสียหลัก อีแกนส์มองไม่เห็นด้านหน้าอีกต่อไปจึงต้องหันข้างคุยแทน ซิลเวสเตอร์ถามถึงห้องที่มีคนเฝ้าหน้าประตูด้วยน้ำเสียงกระซิบ

            เจ้าของห้องยื่นหน้ามาใกล้ สีหน้าแบบคนเตรียมตัวนินทาดวงตาสีฟ้ามีประกายขึ้นมาทันที

“ก็คงเป็นพวกอีหนูของพวกคนใหญ่คนโตล่ะมั้ง” เธอบุ้ยใบ้ไปทางห้องดังกล่าว “แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นหรอกว่าใครอยู่ในนั้น กลับมาบ้านอีกทีก็เห็นว่ามีคนเฝ้าหน้าประตูแล้ว”

            “มีคนมาอยู่ตั้งแต่เมื่อไรเหรอครับ” ซิลเวสเตอร์ถามต่อสีหน้าสนอกสนใจอย่างออกนอกหน้า ขณะที่อีแกนส์อยากเร่งให้รีบ ๆ กลับเพราะของบนมือมีน้ำหนักไม่ใช่น้อย

            “น่าจะราว ๆ สองสามสัปดาห์ได้แล้ว” เธอตอบ “คนเฝ้าก็ผลัดเปลี่ยนกันมา บางคนก็หน้าตาบึ้งตึง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะดูเป็นมิตรหน่อย ฉันเคยอบขนมไปให้กินตั้งใจจะทำความรู้จักแล้วลองถามถึงคนในห้อง แต่ก็ไม่ได้ความอะไร รู้แต่ว่าคนพวกนั้นเป็นเอฟบีไอเพราะแอบเห็นตราที่เอว ถ้าคนในห้องไม่ใช่คนสำคัญมากก็คงอันตรายมากล่ะนะ”

            “ขอบคุณมากครับ” ซิลเวสเตอร์ส่งยิ้มละไมพร้อมหยิบนามบัตรตัวเองส่งให้อีกฝ่าย “ถ้ามีปัญหาอะไรก็ติดต่อผมได้ตลอดเวลา”

            “เธอนี่รูปหล่อแล้วยังใจดีอีกนะ” ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ยื่นมือมาจับเนื้อต้องตัวแสดงความเป็นมิตรกันเกินเหตุ ซิลเวสเตอร์ก็ชักเท้าถอยหลังได้ทัน รีบกล่าวขอบคุณอีกครั้งแล้วดันอีแกนส์ให้รีบเดิน

            “เห็นคุยกันสนิทสนมนี่นึกว่าต้องกลับไปรอในรถคนเดียวละนะ”

            “ตลกละ”

            ทั้งคู่เดินกลับไปที่ลิฟต์ ตำรวจหนุ่มก็หันไปถามเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงประชด “นี่ไม่คิดจะช่วยกันเลยใช่ไหม”

            “ถ้าฉันช่วยถือก็กดลิฟต์ไม่ได้สิ” ซิลเวสเตอร์ตอบพร้อมทำท่ากดลิฟต์ประกอบให้เห็นว่ามือตัวเองนั้นเป็นสิ่งจำเป็น อีแกนส์ส่งเสียงงึมงำก้าวเท้าเข้าลิฟต์ พอเพื่อนสนิทเดินตามเข้ามาก็รีบยกลังทั้งสองให้ทันทีแบบไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว “ทำอะไรของนาย”

เสียงโวยวายดังตามมาดังคาด

            “เดี๋ยวฉันต้องเปิดรถไง ถ้าถือของอยู่ก็หยิบกุญแจไม่ได้สิ”

            คราวนี้เป็นคู่หูที่ทำหน้าตาแบบเดียวกับอีแกนส์เมื่อครู่ ตำรวจหนุ่มยิ้มเยาะก่อนกดลิฟต์ลงไปชั้นล่างสุด

            พวกเขากลับขึ้นรถโดยมีลังทั้งสองอยู่ที่เบาะหลัง ลังเลว่าควรเปิดกล่องดูของข้างในดีหรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของจ่าฟอสเตอร์แล้วทางที่ดีควรปล่อยทุกอย่างให้คงสภาพเดิมดีที่สุด

ระหว่างขับรถอยู่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตำรวจทั้งสองนายหันมองหน้าประหนึ่งจะเกี่ยงกันว่าไม่ใช่ของตัวเอง ก่อนที่ซิลเวสเตอร์จะล้วงหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง อีแกนส์ไม่ชอบฟังบทสนทนาทางโทรศัพท์ของคนอื่นแต่การอยู่ในรถแค่สองคนก็เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดเพราะได้ยินแค่เสียงจากฝั่งนี้แต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังนัดเจอใครสักคน

ถึงจะไม่อยากเสียมารยาทถามแต่สีหน้าของเขาคงแสดงออกชัดเจนอีกฝ่ายถึงได้พูดขึ้นหลังวางสายไปแล้ว

“นั่นเจ้าหน้าที่เรเน่ เอฟบีไอที่ฉันรู้จัก เธอพอมีเวลามาพบพวกเราเรื่องคดี สนใจไหม”

“ที่ไหนล่ะ”

สถานที่นัดหมายห่างจากจุดที่อีแกนส์ขับรถอยู่ประมาณยี่สิบนาที ตำรวจหนุ่มไม่รอช้า เลี้ยวรถไปตามเส้นทางทันที ไม่ว่าเอฟบีไอคนนั้นจะมีข้อมูลอะไร อย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ว่าทางนั้นสืบไปถึงไหนแล้ว กระนั้นเขาก็สงสัยว่าเธอจะบอกอะไรได้มากขนาดไหนกันเชียว ดีไม่ดีเจ้าหน้าที่คอลลินส์ก็รับทราบ

ทั้งคู่มาถึงคาเฟ่บนถนนวู้ดไซด์ หน้าประตูเป็นบานกระจกล้อมด้วยกรอบไม้ ยามเปิดประตูจะได้ยินเสียงกระดิ่งที่อยู่ด้านบนสั่นกรุ๊งกริ๊ง ด้านในมีเคาน์เตอร์ตั้งอยู่ตรงกลาง มีตู้กระจกวางเค้กเรียงรายดูมีสีสัน ด้านหลังมีป้ายเมนูเครื่องดื่มและของหวาน กลิ่นหอมของกาแฟเสริมบรรยากาศในร้านให้อบอุ่น

ซิลเวสเตอร์เดินไปยังโต๊ะติดริมกระจกด้านใน ผู้หญิงผมบลอนด์รวบขึ้นเป็นหางม้า สวมชุดสูทสีดำนั่งดื่มกาแฟอยู่ พอเห็นเพื่อนของเขาเธอก็ลุกขึ้นยืน ใบหน้ารูปไข่เผยให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ ใต้ดวงตาแสดงออกถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ดวงตาสีฟ้าของเธอเฉียบคมให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม

“เรเน่” ซิลเวสเตอร์ทัก ทั้งคู่จับมือทักทายก่อนจะหันมาแนะนำให้อีแกนส์รู้จัก ตำรวจหนุ่มสังเกตเห็นปฏิกิริยาบางอย่างกับชื่อของเขาจากเธอ คงได้ยินมาก่อนอย่างแน่นอน

            ทั้งสองจับมือทักทายเช่นกันก่อนจะนั่งลง สองหนุ่มนั่งฝั่งเดียวกันส่วนเจ้าหน้าที่เรเน่นั่งที่เดิมของตน

            “เรื่องที่คุณถาม” เธอเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว “ฉันตอบได้แค่ว่าตอนนี้เรากำลังตามเบาะแสที่มีอยู่อย่างดีที่สุด”

            “หมายถึงตามหาฮาร์วีย์ คิง” อีแกนส์แทรกขึ้น “ผมเห็นเอฟบีไอตามติดน้องชายของชโรเดอร์”

            เจ้าหน้าที่เรเน่หรี่ตามองด้วยสีหน้าไม่พึงพอใจ เขารู้ตัวว่ามันเป็นการก้าวก่ายงานของสำนักงานสอบสวนกลางจึงปิดปากตามเดิม เธอถอนหายใจ

            “เจ้าหน้าที่คอลลินส์พูดไว้ไม่ผิดจริง ๆ” อีแกนส์อยากถามว่าหมายความว่าอย่างไรแต่เธอก็เปลี่ยนเรื่องเสียก่อน “เรายังระบุชัดเจนไม่ได้ว่าฮาร์วีย์ คิงยังมีชีวิตอยู่ แต่จนกว่าจะมีหลักฐานที่แน่ชัดก็ยังตัดชื่อนี้ออกไม่ได้”

            ระบุชัดเจนไม่ได้ อีแกนส์นึกสงสัยว่าเจ้าหน้าที่หญิงคนนี้รู้อะไรเกี่ยวกับมาร์ตินบ้าง เพราะชื่อของฮาร์วีย์ คิงคงออกมาจากปากผู้ชายคนนั้นอย่างแน่นอน น้ำเสียงของเธอเหมือนไม่อยากเชื่อเท่าไรนัก นั่นหมายถึงคอลลินส์เองก็ไม่ได้บอกแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานว่ามาร์ตินเป็นใคร

            “แล้วผู้หญิงที่เอฟบีไอช่วยไว้ที่โกดังล่ะครับ โรสแมรี่ เจนเซ่น”

            “ตอนนี้เธอย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว คำให้การของเธอระบุว่าคนของชโรเดอร์เป็นคนจับตัวเธอไปสอดคล้องกับพยานของเรา”

            พยาน นั่นหมายความว่ามาร์ตินยังต้องอยู่กับเอฟบีไออย่างแน่นอน อีแกนส์ถามต่อด้วยหัวใจที่เต้นรัว

“แล้วมาร์ติน พอร์ตเตอร์ล่ะครับ”

            สายตาของเธอจ้องมองเขาอย่างค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง

“เรื่องนั้นฉันไม่รู้”

สัญชาตญาณกำลังตะโกนบอกเขาว่าเธอโกหก สีหน้าของเธอยามที่เขาเอ่ยชื่อมาร์ตินบ่งบอกว่าทั้งคู่รู้จักกันหรืออย่างน้อยก็ต้องเคยเห็นหน้า อีกฝ่ายคงถูกคอลลินส์กำชับเรื่องของเขา ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางได้ยินชื่อเขามาก่อนแน่นอน

“หมายความว่า แม้แต่ตอนนี้เอฟบีไอก็ยังจับคนร้ายไม่ได้”

ซิลเวสเตอร์แทรกขึ้น ราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกหกแต่ไม่อาจล้วงหาความจริงได้

เจ้าหน้าที่เรเน่พยักหน้า ระหว่างที่พูดสายตาของเธอจ้องมองอีแกนส์ตลอดเวลา

“เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องตามเรื่องนี้ต่อด้วยตัวเอง ถ้าทางเราได้ความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบในทันที เจ้าหน้าที่คอลลินส์รู้ดีว่าคุณไม่ยอมวางมือ แต่ฉันอยากให้คุณมั่นใจทางเรามีเจ้าหน้าที่ฝีมือดีตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด”

“ผมแค่อยากให้มาร์ตินกลับบ้านโดยเร็วก็เท่านั้น”

เธออ้าปากกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เจ้าหน้าที่เอฟบีไอมองหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะขอตัวลุกขึ้นไปคุยที่อื่น สองตำรวจหนุ่มมองหน้ากันเหมือนจะรู้ว่าต่างฝ่ายต่างคิดอะไรอยู่ อีแกนส์ส่ายหน้า เขาไม่คิดว่าเอฟบีไอจะตามหาตัวฮาร์วีย์ คิงพบและเขาอาจไม่มีวันได้เจอมาร์ตินอีก

หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่เรเน่เดินไปบริเวณเคาน์เตอร์รับถุงใส่เบเกอรี่จากพนักงานก่อนเดินกลับมาที่โต๊ะ

“ฉันต้องไปทำงานต่อแล้ว จะคอยแจ้งความคืบหน้าให้ทราบนะ”

“เจ้าหน้าที่เรเน่ครับ” อีแกนส์ลุกขึ้นยืน “ถ้าหากคุณรู้อะไรเกี่ยวกับ...”

“เขาสบายดี นั่นคือสิ่งที่ฉันสามารถตอบคุณได้อย่างมั่นใจ” เธอหันมองซิลเวสเตอร์เพื่อกล่าวลาแล้วเดินออกจากร้านไป

ทุกคนเอาแต่พูดว่ามาร์ตินสบายดีแต่อีแกนส์กลับรู้สึกห่างไกลจากคำนั้นเยอะ เพื่อนสนิทเดินเข้ามาตบบ่าให้กำลังใจ

“บางทีการยังไม่ได้ข่าวอะไรคืบหน้าอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ ยังไงเรารีบกลับสถานีเถอะ ออกมานานขนาดนี้มีหวังโดนจ่าฟอสเตอร์เล่นงานแน่”

เมื่อนึกถึงกล่องลังสองใบในรถ อีแกนส์ก็รีบล้วงกุญแจรถออกจากกระเป๋ากางเกง เตรียมตัวขึ้นรถขับกลับที่ทำงานทันที


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น