อัปเดตล่าสุด 2020-03-06 18:02:29

ตอนที่ 15 บทที่ 15

 

“เอ็ม...ฉันเรียกนายว่าเอ็มได้ไหม ย่อจากมาร์ตินไง”

“ไม่!” ดวงตาสีฟ้าตวัดมองอย่างไม่พอใจ อีแกนส์ยกมือทำท่ายอมแพ้ แค่เรียกชื่อเล่นแค่นี้อีกฝ่ายก็ทำหน้าโมโหใส่ราวกับเป็นเรื่องร้ายแรง

“โอเค มาร์ต...มาร์ต ดีไหม”

ริมฝีปากคู่นั้นคลี่ยิ้มบาง

“ดีกว่าเยอะ” เสียงกระซิบตอบกลับอย่างเย้ายวนก่อนจะจุมพิตลงบนติ่งหู

อีแกนส์กระพริบตา หลุดออกมาจากความทรงจำเมื่อสองปีก่อน ในมือเต็มไปด้วยเอกสารที่หยิบออกมาจากซอง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เดียว

         เอ็มเม็ตต์ คิง

            ชื่อที่ปรากฏอยู่บนกระดาษใต้รูปของผู้ชายที่เขารู้จักในนาม มาร์ติน พอร์ตเตอร์ ภาพถ่ายบ่งบอกอายุว่าราว ๆ สิบห้าถึงสิบหกปี ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวประบ่า ดวงตาสีฟ้าอมเทามองตรงโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา อีแกนส์รู้ในทันทีว่าคนในภาพคือมาร์ตินอย่างไม่ต้องสงสัย

“คิง” เขาพูดขึ้นและทุกอย่างแจ่มชัดขึ้นมาทันที ความเชื่อมโยงระหว่างมาร์ตินกับชโรเดอร์กับโรสแมรี่ “ผู้หญิงคนนั้นคือแม่ของมาร์ต”

อีแกนส์รวบรวมเอกสารทุกอย่างในมือลุกกลับไปยังเตียงนอน โกยเอกสารของเดิมที่ได้มาจากพี่ชายไว้อีกข้าง ก่อนจะดูเอกสารทุกอย่างที่อยู่ในซองที่มาร์ตินซ่อนไว้ให้เขา

ตอนที่มาร์ตินบอกให้เขาตามหาคนชื่อโรสแมรี่ อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองได้ตัดสินใจไปแล้ว หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับอีแกนส์ว่าจะตัดสินใจเช่นไร ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจเพราะไม่รู้ว่าผู้หญิงที่พบเชื่อมโยงอย่างไรกับมาร์ติน แต่หลักฐานตรงหน้าบ่งบอกชัดเจนถึงสายสัมพันธ์ของทั้งคู่ และที่สำคัญกว่านั้น มาร์ตินที่เขารู้จักมาตลอดสองปีไม่ใช่มาร์ติน แต่เป็นเอ็มเม็ตต์ คิง ลูกชายของอาชญากรชื่อดัง

ระหว่างที่อ่านข้อมูลตรงหน้า เขาพยายามตัดความรู้สึกส่วนตัวออก พยายามดึงความเป็นตำรวจของตัวเองออกมาใช้มากที่สุด ทว่าการคิดมันง่ายแต่ลงมือทำมันยากกว่าหลายร้อยเท่า ในใจเอาแต่ตั้งคำถามว่าอีกฝ่ายมีเรื่องปิดบังอะไรไว้อีก มาร์ตินเปลี่ยนชื่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ทำไมกลับยังทำเรื่องผิดกฏหมาย คนที่มีนิสัยขี้ขโมยไม่ว่าอย่างไรก็เลิกไม่ได้ อาชญากรก็ยังเป็นอาชญากรในวันยังค่ำ เขาเชื่อในเรื่องโอกาสที่สอง แต่การทำงานในกรมตำรวจทำให้เขาไม่เคยเชื่อเรื่องนั้นร้อยเปอร์เซนต์

นอกจากประวัติของมาร์ตินแล้ว ภายในนั้นยังมีหน้าข่าวจากหนังสือพิมพ์ถึงเหตุการณ์ซื้อขายยาเสพติดเมื่อห้าปีก่อน เนื้อหาเป็นเหมือนกันกับที่ค้นหาเจอในเวปไซต์ แต่มีลายมือของมาร์ตินขีดเขียนอยู่บนนั้นด้วยปากกาสีแดง ร่องรอยที่สะดุดตาที่สุดคือวงกลมสีแดงรอบชื่อของฮาร์วีย์ คิงพร้อมเครื่องหมายคำถามสามอันกำกับไว้

ถึงฮาร์วีย์ คิงจะบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตแล้ว การที่ชโรเดอร์จ้างวานมาร์ตินย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน อีกฝ่ายคงรู้ว่ามาร์ตินเป็นใคร และต้องการแก้แค้นกับเรื่องเมื่อห้าปีก่อน เป็นไปได้ที่ชโรเดอร์จะรู้ว่าเดอะ คิงยังไม่ตายและคิดจะล่อออกมาด้วยมาร์ติน

อีแกนส์ส่ายหน้า ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรอถึงห้าปีกว่าจะลงมือ ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานที่ทำให้ชโรเดอร์ตัดสินใจทำแบบนี้ หากมาร์ตินไม่ได้ฆ่าชโรเดอร์ คำตอบคงมีอยู่อย่างเดียว...

เขามองกระดาษมากมายที่กระจัดกระจายอยู่บนเตียง ข้อมูลพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความลับที่มาร์ตินไม่คิดจะบอกใครง่าย ๆ อย่างแน่นอน ถ้าคืนนั้นอีกฝ่ายแค่ตั้งใจจะไปพบชโรเดอร์ไม่ว่าจะด้วยงานหรืออะไรก็ตามก็ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะซ่อนของพวกนี้ไว้ในห้องของเขา นอกเสียจากว่า...

“มาร์ต...นาย...” 

อีกฝ่ายตั้งใจจะฆ่าชโรเดอร์จริง ๆ เพียงแต่เป็นคนอื่นที่ลงมือและคน ๆ นั้นก็น่าจะเป็นฮาร์วีย์ คิง

ตำรวจหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา นาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาสามทุ่มสิบห้า เขาอยากโทรศัพท์หาใครสักคนเพื่อเล่าเรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่ดีแม้แต่คนเดียว เวลานี้เขาไม่ควรรบกวนซิลเวสเตอร์ที่ยังต้องการการพักผ่อน เขาไม่ควรรบกวนริคที่ต้องเจียดเวลางานอันยุ่งเหยิงของทนายมาช่วยเหลือเขา ตอนนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือเจ้าหน้าที่เอฟบีไอคนนั้น อีกฝ่ายไม่สามารถปิดอะไรเขาได้อีกแล้ว ในเมื่อตอนนี้เขารู้แล้วว่ามาร์ตินเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้

“มาร์ต” เขามองภาพถ่ายที่เหมือนผู้ชายคนที่เขารักไม่ผิดเพี้ยนแต่กลับให้ความรู้สึกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

รุ่งขึ้นเขาออกจากบ้านพร้อมซองสีน้ำตาลที่ค้นพบ ใส่ไปในกระเป๋าเป้มุ่งหน้าสู่สำนักงานของเอฟบีไอ หลังจากแลกบัตรแล้วเขาก็เดินเข้ามาในอาคารตรงไปยังห้องทำงานของเจ้าหน้าที่คอลลินส์ สภาพแวดล้อมการทำงานที่นี่ไม่ต่างอะไรกับตอนอยู่ในกรมตำรวจเท่าไรนัก เพียงแต่แทนที่จะเห็นคนในเครื่องแบบก็จะเห็นชายหญิงในชุดสูททะมัดทะแมงพร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทุกเมื่อ น่าแปลกที่อีแกนส์ไม่เคยคิดจะสมัครเข้าทำงานกับเอฟบีไอมาก่อน เป้าหมายของเขายังคงเป็นสายสืบไม่เปลี่ยน

ตำรวจหนุ่มเดินมาถึงห้องทำงานของคอลลินส์ เป็นห้องที่ด้านหน้าเป็นกระจกใสทำให้สามารถมองเห็นอีกฝ่ายตั้งแต่อยู่ด้านนอก คงมีคนแจ้งไว้แล้วว่าเขากำลังมาสายตาของผู้ชายคนนั้นจึงมองมาทางประตูที่เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา

“คุณตำรวจอีแกนส์” คอลลินส์ลุกขึ้นยืน ผายมือเชิญให้นั่ง ท่าทางต้อนรับไม่อยู่ในความคิดของอีแกนส์มาก่อน

“แค่อีแกนส์ครับ ตอนนี้ผมไม่ใช่ตำรวจ แต่คุณคงรู้อยู่แล้ว” คำพูดของเขาต้องการสื่อถึงตอนที่ค้นหาประวัติมาร์ตินในฐานข้อมูลแต่ถูกระงับไว้ และอีกฝ่ายก็แจ้งไปยังหัวหน้าของเขา จนได้ผลสรุปอย่างที่เห็น

“ผมจำเป็นต้องทำอย่างนั้น คุณอีแกนส์ ผมไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดในคดีนี้”

“เกี่ยวกับเรื่องนั้น” ตำรวจหนุ่มเอ่ยพร้อมหยิบซองสีน้ำตาลออกมาวางบนโต๊ะที่คั่นระหว่างคนทั้งคู่ “ผมรู้แล้วว่ามาร์ตินเป็นใคร”

“หมายความว่าไงครับ” หากอีกฝ่ายตั้งใจตีหน้าซื่อก็ทำได้แนบเนียนมาก อีแกนส์เพียงแค่มองไปที่ซองเอกสารดังกล่าว บ่งบอกว่าให้คอลลินส์หยิบออกมาอ่าน

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอเปิดซองสีน้ำตาล ล้วงหยิบเอกสารจากด้านใน หัวคิ้วขมวดเข้าหากันในทันที ปฏิกิริยาดังกล่าวอยู่ภายใต้สายตาของอีแกนส์ทั้งหมด

“คุณได้มาจากไหน” น้ำเสียงคาดคั้นแตกต่างจากท่าทีเป็นมิตรเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

“มาร์ตินทิ้งไว้ให้ผม เขาซ่อนไว้ที่ห้องครัวในบ้านของผม”

มุมปากอีกฝ่ายกระตุกยิ้ม สีหน้าชื่นชมมากกว่าตำหนิ คอลลินส์เก็บเอกสารพวกนั้นกลับเข้าซองตามเดิม

“ผมคงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเรื่องนี้ถือเป็นความลับ”

“ผมแค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาร์ติน ในเมื่อเขาไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย แล้วทำไมคุณยังควบคุมตัวเขาไว้อยู่” อีแกนส์พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้บุ่มบ่ามเกินไป

“ผมไม่สามารถตอบคำถามคุณได้ คุณอีแกนส์” เขากำลังจะพูดแทรก ผู้ชายตรงหน้าก็ยกมือห้าม เอ่ยต่ออย่างมั่นใจว่าเขาต้องการพูดอะไร “ต่อให้คุณรู้เรื่องของมาร์ตินแล้วก็ไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่า ผมคือคนดูแลคดีนี้ แต่คุณวางใจได้ มาร์ตินได้รับการดูแลเป็นอย่างดี”

อีแกนส์เลิกคิ้วขึ้น เขาขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น

“คุณกำลังบอกว่ามาร์ตินตกอยู่ในอันตราย”

“คุณเข้าใจผิดแล้ว”

“อย่าคิดว่าผมโง่ เจ้าหน้าที่คอลลินส์” ตำรวจหนุ่มตวาดเสียงดัง “ผมทำงานกับกรมตำรวจมานานมาพอที่จะรู้ว่าใครกำลังโกหก”

“แต่คุณกลับดูไม่ออกว่าคนที่ใกล้ตัวที่สุดโกหกคุณมาตลอด”

อีแกนส์สะอึก คำพูดตอกกลับเช่นนั้นเสียดแทงเข้ากลางเป้าอย่างแม่นยำ มือของเขาสั่นจนต้องประสานไว้แน่น

“เจ้าหน้าที่คอลลินส์ ผมรู้ว่าผู้หญิงที่อยู่ในโกดังตอนนั้นเป็นใคร รู้ว่าชโรเดอร์จ้างมาร์ตินเพื่อขโมยอะไรบางอย่าง สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นกับมาร์ตินมีร่วมกันก็คือนามสกุล และผมก็รู้ว่าในคืนเกิดเหตุมีบุคคลที่สามอยู่”

สายตาของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอเพ่งมองราวกับพยายามจะอ่านความคิดของเขาให้ได้ อีแกนส์ไม่ได้ลักไก่ แม้สิ่งที่เขารู้จะมาจากการสันนิษฐานก็ตาม เขามั่นใจว่าตัวเองเข้าใจถูก ขณะที่อีกฝ่ายพยายามอ่านสีหน้าของเขา ตำรวจหนุ่มก็ทำแบบเดียวกัน เขาไม่มีทางแพ้เกมจ้องตาที่มีมาร์ตินเป็นเดิมพันแน่นอน

“ผมไม่สามารถยอมรับหรือปฏิเสธได้” คอลลินส์ตอบพร้อมลุกขึ้นยืน แสดงออกว่าหมดเวลาของเขาแล้ว คำพูดแค่นั้นก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างดี แต่อีแกนส์ไม่ได้พอใจเท่านี้ เขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวน หากมาร์ตินระบุตัวคนร้ายได้แต่คดียังไม่ปิดก็หมายความว่าคนร้ายยังหลบหนีอยู่ ตราบใดที่ยังลอยนวลชีวิตของมาร์ตินก็จะไม่ปลอดภัย 

ท่าทางของคอลลินส์แสดงเจตนาชัดเจนว่าไม่ต้องการให้เขายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้

“คุณควรเดินจากไปนับตั้งแต่ตอนรู้ว่ามาร์ตินเป็นใคร นั่นคือสิ่งที่เขาหวังไว้”

“เขาคิดผิด” ตำรวจหนุ่มยืนยันหนักแน่นต่อความรู้สึกของตัวเอง “ไม่ว่ายังไง มาร์ตินก็คือมาร์ติน”

“แม้ว่าคำโกหกของเขาจะมีมากมายก็ตาม” 

อีแกนส์รู้ตัวว่ากำลังถูกทดสอบและการที่เขาชะงักก่อนจะตอบคำถามนั้นสร้างความเคลือบแคลงใจต่อทั้งสองฝ่าย

“ผมรับรองว่าคนผิดจะต้องได้รับโทษ คุณอีแกนส์” คอลลินส์พูดด้วยน้ำเสียงที่อีแกนส์รู้จักในนามโฆษณาชวนเชื่อ เขาลุกขึ้นยืน กล่าวลาเจ้าหน้าที่เอฟบีไอแล้วเดินออกจากตึก เพียงแต่เขายังไม่ยอมแพ้ ในเมื่อรู้ความลับของมาร์ตินแล้ว ไม่มีอะไรหยุดเขาจากการสืบหาความจริงได้อีก   

            อีแกนส์ติดต่อพี่ชายผ่านโทรศัพท์มือถือไม่ได้จึงโทรเข้าที่ทำงานและพบว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ศาล จึงเดินทางไปที่นั่นซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงสองนาทีแต่เขาต้องนั่งรอริคถึงเกือบชั่วโมงกว่าอีกฝ่ายจากห้องพิจารณาคดี เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็รู้ได้ทันทีว่าเพิ่งชนะคดีมา 

            “ริค” ตำรวจหนุ่มเข้าไปทักหลังจากที่อีกฝ่ายกล่าวลาลูกความ

            “ดัสตี้ ลมอะไรหอบมาที่นี่” คนเป็นพี่กล่าวทักอย่างเป็นมิตร ตบบ่าน้องชายก่อนจะชวนให้เดินไปที่ลิฟท์พร้อมกัน “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเราสองคนถึงไม่ได้เจอบ่อยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ห่างกันมากมายนัก”

            อีแกนส์เห็นด้วย ระหว่างที่ทำงานกับสถานที่แห่งนี้ห่างกันไม่ถึงสิบห้านาทีแต่พวกเขากลับไม่ได้เห็นหน้ากันบ่อย คดีของมาร์ตินช่วยทำให้คนทั้งคู่กลับมาพบปะกันมากขึ้น

            “นายมีอะไรให้ฉันรับใช้”

            ทั้งคู่เดินข้ามไปยังสวนสาธารณะฝั่งตรงข้าม ริคซื้อกาแฟดำหนึ่งถ้วยถือติดมือมาด้วย

            “ฉันเพิ่งมาจากที่นั่น” อีแกนส์ตอบพลางชี้ไปยังตึกขนาดใหญ่ที่อยู่อีกฝั่งของถนน คนฟังถึงกับอ้าปาก ดวงตาสีเข้มเป็นประกายแสดงความสนอกสนใจในทันที “น่าเสียดายที่ฉันคงต้องพึ่งคนของนายมากกว่าคนในนั้น”

            “นี่แหละนะ ฉันถึงไม่ค่อยชอบพวกนั้นเท่าไร” ริคแดกดันก่อนจะหันกลับมามองน้องชายแล้วรีบพูด “ไม่ได้หมายถึงนายนะน้องชาย พูดแบบกว้าง ๆ”

            “ไม่เป็นไร ไม่ถือ” เขาตอบ แม้แต่ตำรวจอย่างเขาก็ไม่พอใจเวลาถูกเอฟบีไอเข้ามาคุมงานเท่าไรนัก “เข้าเรื่องเถอะ คนของนายพอจะตามหาคนได้หรือเปล่า”

            หัวคิ้วคนฟังพุ่งเข้าหากัน สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที “นายจะให้หาใคร”

            “ฮาร์วีย์ คิง”

            “คนตายไปแล้วจะหาเจอได้อย่างไร”

            “ไม่มีการยืนยันว่าผู้ชายคนนี้ตาย เขาแค่หายตัวไปตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว” ริคยกมือทำท่าบอกให้เขาหยุดพูด แต่สุดท้ายก็ลดมือลง ฟังน้องชายเล่าต่อ “ฉันเชื่อว่าผู้ชายคนนี้เกี่ยวข้องกับคดีของชโรเดอร์”

            “เจ้าหน้าที่เอฟบีไอคนนั้นบอกนายมาหรือยังไง”

            ตำรวจหนุ่มส่ายหน้า

“อีกฝ่ายพูดไม่ได้แต่ยอมรับกลาย ๆ ว่ามีบุคคลที่สามในบ้านหลังนั้น และฮาร์วีย์ คิงนี่แหละที่เป็นคนเดียวที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน”

            “เดี๋ยว นายหมายความว่า...”

            เขาพยักหน้า รู้ได้ทันทีว่าพี่ชายต้องการพูดอะไร อีแกนส์ตั้งข้อสันนิษฐานนี้ไว้ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าโรสแมรี่ เจนเซ่นเป็นใคร แต่ไม่คิดจะเชื่อ สีหน้าของริคเองก็บ่งบอกว่าไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ดูแปลกใจอะไรมากนัก เพราะมันเป็นคำอธิบายที่ดีอย่างหนึ่ง

            “นายไม่เคยรู้มาก่อนเลยเหรอว่า มาร์ตินเป็นชื่อปลอม”

            “ฉันไม่นึกแปลกใจอะไรเลยแม้แต่น้อย ฐานข้อมูลจากกรมตำรวจก็ดูน่าเชื่อถือทุกอย่าง พอลองนึกถึงตอนที่เข้าไปสำรวจห้องพักของมาร์ตครั้งแรก ฉันก็แปลกใจที่อีกฝ่ายไม่มีรูปตัวเองตอนเด็กเลย ไม่มีกระทั่งอัลบั้มภาพ อัลบั้มจบการศึกษา แต่เพราะเป็นมาร์ต ฉันก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนเก็บตัวและคงไม่อยากพูดถึงอดีตเท่าไรนัก แม่ของเขาหนีไปตั้งแต่เด็กส่วนพ่อเป็นคนขี้เหล้าและตายไปเมื่อห้าปีที่แล้วทำให้เขาย้ายไปอยู่ที่ควีนส์”

            ริคมีสีหน้าครุ่นคิด

“ในเรื่องโกหกพวกนั้นก็ใกล้เคียงกับความจริงเหมือนกันเนอะ เพียงแต่จริง ๆ แล้วพ่อไม่ได้ขี้เหล้าแต่เป็นอาชญากรที่ทางการต้องการตัวและเป็นไปได้ว่ายังไม่ตาย”

            อีแกนส์กำลังจะต่อว่าแต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ เขาสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนค่อย ๆ ผ่อนลมออกมา

“ถ้าคนที่ฆ่าชโรเดอร์คือฮาร์วีย์ คิงจริง เขาก็เป็นบุคคลอันตราย และมาร์ตินเองก็อาจอยู่ในอันตรายเช่นกัน”

            “นายคงไม่คิดว่าพ่อจะตั้งใจฆ่าลูกตัวเองหรอกใช่ไหม” แม้แต่คนพูดก็ยังไม่อยากเชื่อคำพูดที่ออกมาจากปากตัวเอง 

            อีแกนส์เงียบไปเพราะเขาไม่รู้คำตอบ เขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้มาร์ตินตัดสินใจลบอดีตตัวเอง หนีจากไมอามีเพื่อมาอยู่ที่นิวยอร์ก

            “เอาเถอะ ยังไงฉันจะลองให้คนสืบดู แต่อาจต้องใช้เวลาหน่อยเพราะตอนนี้ที่ทำงานก็เจอคดีใหญ่อยู่

            “ขอบใจมาก ริค” เขาจับมือพี่ชาย รู้สึกซาบซึ้งกับการช่วยเหลือของอีกฝ่าย ไม่ว่าเมื่อไรผู้ชายคนนี้ก็ยินดียื่นมือช่วยเหลือเสมอมา

            “นายอยู่ในความรับผิดชอบของฉันนะ” ริคขยิบตา แล้วอีแกนส์ก็หัวเราะ จำได้ดีถึงวันแรกที่อีกฝ่ายพูดเช่นนี้กับเขาเมื่อสิบกว่าปีก่อน

            หลังจากนั้นทั้งคู่ก็แยกย้าย อีแกนส์ได้รับโทรศัพท์จากมาร์ติเนซ เพื่อนร่วมงานในเขต 2 ไต่ถามทุกข์สุข เขาได้ยินเสียงเลสลี่ คู่หูของเธอผ่านทางโทรศัพท์เช่นกัน พวกเขาเหมือนจะเป็นคู่แข่งกันแต่ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เธอนัดเขาออกไปดื่มเบียร์ด้วยกันหลังเลิกงานที่ร้านประจำ รู้ได้ทันทีเลยว่าจะต้องเจอบรรดาคนคุ้นเคยในร้านอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ไม่รู้สึกอยากสังสรรค์ แต่เขาก็ไม่อยากปฏิเสธจึงตอบตกลง ใจหนึ่งอยากชวนซิลเวสเตอร์ แต่สภาพร่างกายอีกฝ่ายคงดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่ได้ เกรงว่าจะพาไปให้รู้สึกอยากเปล่า ๆ พวกเขานัดเวลากันก่อนที่จะวางสายไป

            จนกว่าคนของพี่ชายจะหาข้อมูลเกี่ยวกับฮาร์วีย์ คิงมาได้ ตำรวจหนุ่มก็ยังทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นนอกจากรอ ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่วัน หรืออาจถึงสัปดาห์ เขายังคงรู้สึกไร้ประโยชน์กับเรื่องนี้และอดต่อว่ามาร์ตินไม่ได้ หากอีกฝ่ายยอมพึ่งพาหรือเชื่อใจเขาอีกนิดแล้วเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้ฟัง เขาคงลงมือทำอะไรได้มากกว่านี้

            อีแกนส์พยายามไม่คิดว่าสิ่งที่คอลลินส์พูดเป็นความจริง เรื่องที่มาร์ตินอยากให้เขาเดินจากไป...หากมาร์ตินรู้จักเขาจริงล่ะก็ ย่อมรู้ว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร มีประวัติอย่างไร สำหรับเขาแล้วมาร์ตินก็คือมาร์ติน เขาอยากให้อีกฝ่ายรับรู้ในข้อนี้เสียเหลือเกิน


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น