อัปเดตล่าสุด 2020-02-28 18:00:05

ตอนที่ 13 บทที่ 13

 

            ชายหนุ่มยืนค้างอยู่กับที่ มือยังคงถือโทรศัพท์ไว้แนบหู ภายในอกเจ็บแสบจนแทบขาดอากาศหายใจ รู้สึกวูบไปทั้งร่างราวกับพื้นดินกำลังสูบเลือดออกจากกายจนหมด ก้อนความรู้สึกจุกแน่นอยู่ที่ลำคอ หัวตาร้อนผ่าว วินาทีต่อมาเขารีบถอยหลังพิงกำแพงเพราะเรียวแรงทั้งหมดที่มีกำลังหายไป เสียงตะโกนเรียกจากผู้ชายที่เพิ่งเจอในร้านเหล้าดังขึ้น แต่ความสนใจของอีแกนส์กลับอยู่ที่คน ๆ เดียว เสียงฝีเท้าดังไกลออกไปบ่งบอกว่าผู้ชายคนนั้นเดินจากไปแล้ว

            “ม...มาร์ต” ริมฝีปากขยับเรียกชื่อนั้นออกไปอย่างยากลำบาก อารมณ์ความรู้สึกพัวพันกันอย่างวุ่นวาย ทั้งดีใจ เสียใจ โล่งอก และโกรธ เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกไหนเด่นชัดที่สุดยามที่ได้ยินเสียงจากปลายสาย

            อีแกนส์แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามเย็น พยายามให้หยาดน้ำที่เอ่อล้นจนแทบทะลักไหลย้อนกลับไปทางเก่า เขาต้องผิดหวังเมื่อหยดน้ำตาค้นพบเส้นทางที่ถูกต้องค่อย ๆ ไหลผ่านแก้มไปจนถึงคาง ตำรวจหนุ่มไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ด ไม่สนว่าคนที่เดินผ่านจะมองเขาเช่นไร แค่ประคองให้ตัวเองยังยืนอยู่ได้ก็เป็นเรื่องยากแล้ว จะบังคับให้ไม่ร้องไห้อีกคงยากเกินไปสำหรับเขาในเวลานี้

            คำถามมากมายผุดขึ้นในสมอง จนเลือกไม่ถูกว่าควรออกปากถามสิ่งใดก่อน ใจหนึ่งอยากสอบถามความเป็นอยู่ราวกับทุกอย่างยังคงปกติดี แต่อีกใจกลับอยากรู้ความจริงแล้วต้องการคำตอบของปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่อีแกนส์พูดไม่ออก เสียงที่หลุดลอดออกไปกลายเป็นเสียงสะอื้นที่ต้องรีบยกแขนขึ้นป้องกันเอาไว้พร้อมกัดฟันแน่น มันช่างยากเหลือเกินที่จะไม่รู้สึกอะไร

            “ดัสติน”

พระเจ้า! เสียงที่เขาอยากได้ยิน เสียงที่เขาเฝ้านึกถึงมาตลอดหลายวัน กำลังดังทุ้มก้องอยู่ในหู

            “มาร์ต นาย...สบายดีไหม” เขารู้ว่าน้ำเสียงตัวเองในตอนนี้มันน่าอับอายมากขนาดไหน และอีกฝ่ายคงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเขาสามารถนึกถึงรอยยิ้มยามที่ปลายสายตอบกลับมาด้วยเสียงกระซิบ

            “ผมไม่เป็นไร”

            “ทำไมนายต้องกระซิบ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” อีแกนส์พยายามยืนตัวตรง แผ่นหลังยังพิงกำแพงเอาไว้เพื่อประคับประคองน้ำหนักร่างกายของตัวเอง หัวใจเต้นรัวเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายอาจเกิดอันตราย

            “เปล่า ผมแค่ไม่ควรโทรหาคุณ”

            “มาร์ต...”

            “ดัสติน ถ้าคุณถามเรื่องนั้นผมจะวางสาย” อีกฝ่ายพูดดักขึ้น ถึงตอนนี้แล้วทำไมยังต้องปิดบังเขาอีก ทำไมถึงยังปล่อยเขาให้อยู่ในความมืดเช่นนี้ “อย่ากดดันผม”

มาร์ตินพูดต่อราวกับรู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร

            อีแกนส์สูดลมหายใจ เพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยถามอะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลยไม่ใช่เหรอเรื่องราวมันถึงได้เป็นแบบนี้ เพราะเขาไม่คิดจะกดดัน ไม่คิดจะบังคับให้อีกฝ่ายต้องตอบคำถามที่ไม่อยากตอบ แต่ถึงตอนนี้แล้วทำไมถึงยังคิดจะผลักเขาออกไปจากชีวิตอีก

            “ผมคิดถึงคุณ” คำพูดต่อมาเป็นเหมือนดาบสองคมที่โอบกอดหัวใจของเขาเอาไว้ ขณะเดียวกันก็แทงเข้าแผลเก่าเพิ่มความเจ็บปวดให้มากขึ้นเป็นเท่าทวี

            “ฉันก็คิดถึงนาย” พอกันที หากเขาต้องทนฝืนความรู้สึกต่อไปคงต้องขาดใจตาย น้ำเสียงของเขาแตกพร่า ทรุดนั่งลงกับพื้น ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงร้องไห้หรือไม่ ไม่สนว่ารอบข้างจะเกิดอะไรขึ้น ณ เวลานี้ ตอนนี้ มีเพียงมาร์ตินเท่านั้นที่เขาต้องการ “ฉันคิดถึงนาย คิดถึงนาย”

เขาพูดย้ำอยู่อย่างนั้น แล้วทุกครั้งหัวใจเขาเจ็บเหมือนโดนมีดเฉือนเนื้อออกทีละชิ้น ๆ ทำไมมาร์ตินต้องทำแบบนี้กับเขา ทำไมต้องทรมานเขาด้วยคำพูดพวกนี้

            “ได้โปรด อย่าร้องไห้...” เสียงจากปลายสายดังขึ้น มันช่างฟังดูห่างไกลเหมือนกับตอนนี้ที่พวกเขาต้องอยู่ห่างกัน “ถ้าคุณร้อง ผมจะวางสาย”

            “อย่าทำแบบนั้น!” น้ำเสียงอีแกนส์ฟังคล้ายเสียงคำรามแหบพร่า “อย่าทำแบบนี้กับฉัน นายคิดว่าที่นายโทรมามันจะทำให้ฉันดีใจ ทักนายด้วยเสียงร่าเริง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรืออย่างไร”

            “นี่มันผิดพลาด ผมไม่ควรโทรหาคุณ” น้ำเสียงของมาร์ตินเริ่มสั่น ปลายสายเงียบไปนาน นานเสียจนอีแกนส์เข้าใจว่าอีกฝ่ายตัดสายทิ้งไปแล้ว นี่ไม่ใช่บทสนทนาที่เขาคาดคิดไว้ยามได้คุยกับอีกฝ่ายอีกครั้ง มันไม่ควรเป็นการสาดความรู้สึกใส่กันแบบนี้ “คุณเจ็บ...”

เสียงของมาร์ตินกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เขาได้ยินเสียงกัดฟัน

“ผมก็เจ็บเหมือนกัน คุณไม่รู้หรอกว่ามันทรมานมากมายขนาดไหน กับการที่ต้องอยู่แบบนี้ มีอะไรมากมายที่ผมอยากบอกคุณ แต่มันไม่ง่ายดัสติน! มันไม่ง่ายเลย”

            “ไม่เป็นไร มาร์ต” สุดท้ายก็เป็นเขาที่ใจอ่อน และเมื่อยอมรับได้ความเจ็บปวดในใจก็ทุเลาลง เขาเริ่มหายใจได้เป็นปกติ “ถ้านายไม่อยากพูดก็ไม่จำเป็นต้องพูด”

อีแกนส์รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายต้องการพูดอะไรบางอย่างแต่ก็มีเพียงความเงียบตอบกลับมา

“ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร” เขาพูดขึ้น รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังต้องการการปลอบใจ จินตนาการว่าตัวเองกำลังได้ลูบเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนไล่ไปตามพวงแก้ม ช้อนปลายคางอีกฝ่ายขึ้นมาเพื่อจะได้จ้องมองดวงตาสีฟ้าคู่นั้น ยามที่สบตากัน ริมฝีปากของอีกฝ่ายจะคลี่ยิ้มและเขาจะได้สัมผัสความนุ่มละมุนจากริมฝีปากคู่นั้น “ฉันรักนาย”

อีแกนส์พูดออกไปก่อนที่จะทันได้รู้ตัว

            ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง แม้จะแค่วินาทีเดียวแต่ตำรวจหนุ่มกลับรู้สึกเนินนานจนกลัวกับคำตอบที่จะได้รับ 

“ผมรักคุณ นั่นเป็นความจริง และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญ” มาร์ตินเงียบไปอีกครั้ง “ผมต้องไปแล้ว”

สายตัดไปในทันที ไม่เปิดโอกาสให้อีแกนส์ได้พูดอะไรต่อ ไม่มีแม้กระทั่งคำร่ำลา เขามองดูหน้าจอโทรศัพท์ตรงหน้าดับลง ลองวัดดวงแม้รู้ว่าจะต้องผิดหวัง เขากดโทรศัพท์โทรออกไปยังเบอร์เดิม และได้ยินเสียงจากระบบอัตโนมัติตอบกลับมา ยืนยันความคิดที่ว่ามาร์ตินใช้มือถือแบบใช้แล้วทิ้ง

อีแกนส์สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ยกมือปาดน้ำตาข้างแก้ม พยายามลุกขึ้นยืนและพบว่าขาทั้งสองข้างชาจนแทบไร้ความรู้สึก เขาออกเดินเมื่อประสาทสัมผัสเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้น เขารับสายโดยไม่มองหน้าจอ

“มาร์ต!

“ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะน้องชาย” เสียงของริคดังขึ้นจากปลายสาย ความผิดหวังโถมใส่ทันทีแต่ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่มาร์ตินจะโทรกลับมาอีก

“นายมีข่าวอะไรอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ แต่...นายไม่เป็นไรแน่นะ” เขารับรู้ได้ถึงการปกป้องจากพี่ชายราวกับตัวเองกำลังย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่เขาไม่ใช่เด็กอีกแล้ว

“ไม่มีอะไร” อีแกนส์ตอบ “ริค ขอบใจที่ช่วยนะ แต่ฉันตามเรื่องนี้ต่อไม่ได้แล้ว”

เขาอธิบายเรื่องที่ตัวเองโดนพักงาน 

“เดี๋ยว หัวหน้านายพูดว่าไงนะ”

“เขาบอกให้ฉันพักงานแล้วมาเยี่ยมพ่อแม่”

“เอาแบบละเอียดสิ ที่นายพูดเมื่อกี้” 

ตำรวจหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องตื๊อแบบนี้ด้วย

“จ่ามิลส์บอกว่าช่วงเวลานั้นฉันไม่ใช่ตำรวจ อยากจะทำอะไรก็ทำ ไปเยี่ยม...โอ้”

“โอ้น่ะใช่เลย”

อีแกนส์ไม่คาดคิดว่าหัวหน้าของเขาจะพูดอะไรมีนัยยะแอบแฝงเช่นนี้ ตอนนี้เขาไม่ใช่ตำรวจ ที่บอกว่าอยากทำอะไรก็ทำมันไม่ใช่การพักผ่อน แต่มันคือช่องทางที่จะให้เขาสืบเรื่องนี้ เพียงแค่ไม่มีตราไปโชว์ใครก็เท่านั้น ซึ่งในอีกมุมหนึ่งย่อมสะดวกกว่าอย่างแน่นอน เพราะไม่ถือว่าเขาทำผิดเสียทีเดียว

“ฉันรักหัวหน้านายจริง ๆ” ริคพูดขึ้น

“ไว้ฉันจะบอกให้ละกัน ว่าแต่นายได้ข่าวอะไรมา” ตำรวจหนุ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการได้คุยโทรศัพท์กับมาร์ตินเมื่อครู่นี้

“ฉันให้คนสืบเรื่องของโรสแมรี่ต่อ และนี่แหละที่ทุกอย่างเริ่มซับซ้อนมากยิ่งขึ้น” อีแกนส์รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ แต่อีกฝ่ายทำอย่างกับจะรอให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยเร่ง ทว่าความอดทนของพี่ชายจะยังไม่พอจึงพูดต่อและไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยินเท่าไรนัก “ฉันไม่ควรเล่าผ่านโทรศัพท์ พรุ่งนี้นายมาเจอฉันได้ไหม”

“ฉันอยู่ที่บ้านแต่พรุ่งนี้จะรีบบินไปตั้งแต่เช้า”

พวกเขานัดแนะเวลากับสถานที่เรียบร้อย ริคจึงถามต่อ

“นายบอกแม่เรื่องของฉันหรือเปล่า”

“นายควรบอกเองไม่ใช่หรือไง ข่าวดีแบบนี้ยังจะปิดเงียบอีก”

อีกฝ่ายส่งเสียงหัวเราะกลับมา

“เข้าใจแล้ว ไว้เคลียร์งานได้แล้วฉันจะกลับไปหาพวกท่าน เจอกันพรุ่งนี้ ดัสตี้”

“ครับพี่”

ตำรวจหนุ่มเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม ทบทวนบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับมาร์ติน มันเป็นความขมขื่น มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ขณะเดียวกันมันกลับทำให้เขายิ้มออก อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่เป็นไร และที่สำคัญแทนที่จะได้ยินคำว่า ผมขอโทษ เขาได้ยิน ผมรักคุณ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้วงความคิด

 

เป็นเรื่องน่าเศร้าและทำใจยากที่จะต้องเดินทางกลับ อีแกนส์สัญญากับแม่ว่าจะมาเยี่ยมให้บ่อยกว่าเดิม เธอกอดเขาแล้วพูดว่า แม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาและแม่ก็รู้ว่าลูกจะผ่านมันไปได้เขายิ้มให้เธอก่อนหอมแก้ม กอดลาคนเป็นพ่อแล้วขึ้นเครื่องบินกลับมายังนิวยอร์ก

อีแกนส์นัดกับพี่ชายไว้ตอนเก้าโมง หลังกลับถึงบ้านเขาก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งรถไฟใต้ดินไปยังสวนสาธารณะย่านมิดทาวน์ ริคนั่งรออยู่ที่ม้านั่งก่อนแล้วพร้อมกาแฟหนึ่งถ้วยในมือ กระเป๋าเอกสารสีดำวางอยู่บนโต๊ะ วันนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดสูทสามชิ้นสีน้ำเงินเข้ม ผูกเนคไทสีน้ำเงินมีริ้วแบบวินเซอร์ แต่งตัวเพื่อสร้างความประทับใจ นั่นคือสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำ ไม่แปลกใจเลยที่จะมีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องพี่ชายของเขา มิน่าคู่หมั้นถึงอยากให้ริคสวมแหวนไว้ด้วย

“ริค” เขาทักขึ้นก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“น้องรักของพี่ ได้กลับบ้านแล้วเป็นไงบ้าง” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า อีแกนส์ต้องรีบตัดบทเอ่ยเร่งให้อีกฝ่ายเข้าเรื่อง “เอาเถอะ เดี๋ยวฉันก็ต้องไปศาลต่อ”

เขาพูดพลางหยิบซองสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าเอกสารสีดำบนโต๊ะ

“คนของฉันตามกลับไปที่บ้านเกิดของโรสแมรี่ที่ฟิลาเดฟีย แล้วก็เป็นไปตามที่ฝ่ายคิด ที่นั่นไม่มีข้อมูลของผู้หญิงคนนี้เลย”

“หมายความว่าไง” ตำรวจหนุ่มขมวดคิ้วรับเอกสารจากพี่ชาย อีกฝ่ายชี้ให้เขาเปิดดูด้านใน อีแกนส์พบประวัติของผู้หญิงคนนั้น รูปที่อยู่บนนั้นอ่อนกว่าโรสแมรี่ในปัจจุบัน สีผมก็ต่างออกไปแต่เขามั่นใจเรื่องใบหน้าแน่นอนทว่าชื่อที่ระบุอยู่ในนั้น...

“โรสแมรี่ เจนเซ่นไม่มีอยู่จริง” ริคเอ่ย “พูดอีกอย่างคือมีตัวตนเมื่อสิบปีที่แล้ว ชื่อของเธอคือเจสสิก้า คิง นามสกุลเดิม สมิธ บ้านเกิดอยู่ในฟลอริด้า เธอแต่งงานกับฮาร์วีย์ คิง”

“ฮาร์วีย์ คิง” ตำรวจหนุ่มพูดตาม รู้สึกคุ้นชื่อขึ้นมาเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

“ใช่ ฮาร์วีย์ คิง อาชญากรชื่อดังที่มีอิทธิพลมากในไมอามีเมื่อหลายปีก่อน บางทีเธออาจหนีจากเขาแล้วเปลี่ยนชื่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งฉันก็ไม่ว่าอะไรเธอหรอกนะเมื่อพูดถึงประวัติอาชญากรรมของฮาร์วีย์ คิง แต่ก็นะ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกฝ่ายก็หายตัวไปโดยที่บาดเจ็บสาหัส เป็นไปได้ว่าตายไปแล้ว”

“แต่เธอเกี่ยวข้องยังไงกับมาร์ติน กับชโรเดอร์” เขาถาม “เธอเปลี่ยนชื่อมาแล้วตั้งสิบปี ทำไมถึงมาถูกโยงเข้ากับเรื่องนี้”

ริคไม่ได้ตอบ อาจเพราะเขาเองก็คงไม่มีคำตอบแน่ชัดแต่อย่างใด แม้แต่ที่อยู่ของเธอในตอนนี้ก็ไม่มีใครทราบ เอฟบีไอคงต้องคุ้มกันเธออย่างดี อีแกนส์พยายามนึกถึงความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน แต่เขาไม่กล้าที่จะยอมรับมัน เขาสั่นศีรษะสลัดความคิดพวกนั้นทิ้ง

ด้วยนิสัยอยากรู้อยากเห็นของริค จึงให้คนสืบคดีของชโรเดอร์ด้วยเช่นกัน ทางการปกปิดข่าวเรื่องนี้ดีมาก เป็นไปได้ว่าเอฟบีไอมีข้อมูลที่คนทั่วไปไม่รู้อยู่จริง ๆ แต่สิ่งที่คนของเขาสืบมาแล้วมั่นใจคือมีบุคคลที่สามในที่เกิดเหตุและอาจเป็นฆาตกร ด้วยเหตุนี้แล้วที่มาร์ตินยังคงหายตัวไปอาจเพราะถูกกันไว้เป็นพยาน

“แต่เราก็ไม่รู้ว่าบุคคลที่สามที่ว่านั้นคือใคร”

ริคส่ายหน้า

“เราไม่รู้แต่เอฟบีไออาจจะรู้ก็ได้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่คอลลินส์นั่น...”

ตำรวจหนุ่มเลิกคิ้วถามเมื่อจู่ ๆ อีกฝ่ายก็เงียบไปราวกับคิดอะไรออก

“ไม่มีอะไร” เขาตอบ 

อีแกนส์ยังคงมองหน้าแต่ก็ไม่สามารถคาดคั้นอะไรออกมาจากปากพี่ชายได้อีก บางทีสิ่งที่อีกฝ่ายคิดอาจเป็นอย่างเดียวกันกับเขา ไม่มีทาง ตำรวจหนุ่มพูดกับตัวเอง ไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่นอน

หลังจากแยกกับพี่ชาย อีแกนส์ก็มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมเพื่อนสนิท แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จึงตัดสินใจไปที่นั่นแทน

ซิลเวสเตอร์เป็นฝ่ายมาเปิดประตู พอเห็นว่าใครมาเยี่ยมก็ฉีกยิ้มกว้างกางแขนเข้ามาสวมกอดทันที อีแกนส์รู้สึกดีที่ได้เห็นเพื่อนสนิทกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง สีหน้าสดใสแม้จะเห็นหนวดเคราครึ้มจากการไม่ได้โกนมาเป็นเวลาหลายวัน

“ไอวี่บอกให้ฉันโกนก่อนออกจากโรงพยาบาล แต่ฉันเห็นว่ามันเท่ดีเลยคิดว่าจะลองไว้ นายว่าไง” อีกฝ่ายลูบคางด้วยเองอย่างภาคภูมิส่งสายตาถามเพื่อนสนิท

การที่อีแกนส์ไม่ได้ตอบก็เปรียบเสมือนคำตอบอย่างหนึ่งที่ซิลเวสเตอร์เข้าใจดี

“กะแล้วเชียว” เขาพึมพำ

“ฉันดีใจที่นายหายเป็นปกติ” เขาพูดเพื่อลบความเงียบกริบที่เกิดขึ้น

“อ่า ใช่ แต่หมอยังไม่แนะนำให้กลับไปทำงานแม้ฉันจะรู้สึกแข็งแรงดีแล้วก็ตาม นี่ก็เพิ่งจะบอกให้ไอวี่กลับไปทำงานได้ เธอหยุดหลายวันติดกันเพื่อมาดูแลฉัน” ซิลเวสเตอร์ลุกขึ้นแต่อีแกนส์รีบห้ามไว้ รู้ดีว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะไปหยิบเครื่องดื่มให้ “โอเค งั้นนายเป็นไงบ้าง ทำไมไม่อยู่ที่ทำงาน”

อีแกนส์คิดไว้แล้วว่าต้องถูกถามเช่นนี้ เขาจึงเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า เล่าทุกอย่างที่เล่าได้ให้อีกฝ่ายรู้โดยละเรื่องรายละเอียดโทรศัพท์จากมาร์ตินไว้ นั่นควรเป็นเรื่องที่เขากับมาร์ตินเท่านั้นที่รู้ พูดถึงเรื่องโรสแมรี่ เจนเซ่น กับอาญชากรชื่อดังในไมอามี เผื่อว่าเพื่อนของเขาจะมีความคิดเห็นบางอย่างที่เขานึกไม่ถึง

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเอฟบีไอถึงรีบยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้” ซิลเวสเตอร์มองเอกสารในมือประกอบ “การที่คนเราจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมันเป็นไปไม่ได้หากไม่มีใครช่วย ยิ่งเอกสารพวกนี้คนของพี่ชายนายต้องแฮ็กออกมาจากเอฟบีไอ มั่นใจเลยว่าคอลลินส์คงรู้เรื่องพวกนี้ดี อาจจะรู้จักโรสแม่รี่มาก่อนก็ได้”

“ฉันก็คิดแบบนั้น” อีแกนส์พยักหน้า “แต่ของพวกนี้ตอบไม่ได้ว่าใครฆ่าชโรเดอร์ หรือทำไมชโรเดอร์ต้องจับตัวโรสแมรี่ไปด้วย ถ้าเขาตั้งใจจะข่มขู่ คำถามคิดข่มขู่ใคร มาร์ต?

นั่นคือสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล มาร์ตินกับโรสแมรี่ไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้กันแม้แต่น้อย ดูจากข้อมูลที่คนของพี่ชายสืบมาเธอไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องหรือจะมีโอกาสเข้ามาทำความรู้จักมาร์ตินได้เลย ทั้งคู่ใช้ชีวิตต่างกันโดยสิ้นเชิง

“นายบอกว่ามีบุคคลที่สามในที่เกิดเหตุใช่ไหม ไม่แน่ว่าโรสแมรี่อาจมีไว้ข่มขู่คน ๆ นั้นก็เป็นได้ มาร์ตินรู้เพราะอยู่ที่นั่นด้วยก็เลยบอกนายให้ไปช่วยเธอ”

อีแกนส์คล้อยตาม เป็นไปได้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริง แต่ถ้ามาร์ตินอยู่ในเหตุการณ์ ย่อมรู้ว่าใครเป็นฆาตกร เหตุใดถึงไม่ยอมพูดตั้งแต่วันแรกที่ถูกจับ หรือเพราะหลักฐานในตอนนั้นมัดเขาแน่นหนาเกินกว่าจะพูดความจริงได้

ตำรวจหนุ่มนั่งเท้าค้าง ศอกทั้งสองทิ้งน้ำหนักลงบนหน้าขา ครุ่นคิดกับความรู้ที่ได้รับ การได้คุยกับซิลเวสเตอร์ทำให้เขามองเรื่องต่างไปจากความคิดเดิม เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไหนพวกเขาก็ยังไม่มีหลักฐาน บางทีเขาควรลองเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่คอลลินส์อีกสักครั้ง ไหน ๆ ตอนนี้ก็ไม่ใช่ตำรวจแล้ว...อีแกนส์หวังว่าเมื่อถึงเวลาเขาจะยังมีโอกาสได้ตรากลับมา

ในเมื่อพวกเขาว่างงานทั้งคู่ สองคู่หูเลยสั่งอาหารไทยเข้ามากินพร้อมนั่งดูหนังที่ไอวี่เช่ามาให้แต่ยังไม่มีโอกาสเปิดดู อีแกนส์เห็นว่าเพื่อนสนิทยังไม่ควรดื่มเครื่องดืมที่มีแอลกอฮอล์ เขาจึงงดเบียร์แล้วดื่มน้ำผลไม้เป็นเพื่อน ถึงพวกเขาจะใช้เวลาส่วนมากอยู่ด้วยกันแต่มักจะอยู่ในช่วงเวลาทำงานตลอด นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน หรืออาจถึงปีก็เป็นได้ที่พวกเขาได้ดูหนัง นั่งคุยกันด้วยเรื่องไร้สาระ ทำให้นึกถึงสมัยที่ยังอยู่ในโรงเรียนตำรวจ ตอนนั้นเขาแอบชื่นชอบเพื่อนสนิทคนนี้อยู่ไม่น้อย แต่ก็รักษาระดับความรู้สึกไว้เพียงคำว่าเพื่อนสนิทเท่านั้น เขาไม่อย่างเสี่ยงที่จะเสียคน ๆ เดียวที่ไว้ใจได้ และตอนที่อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็นเกย์ก็ไม่แสดงท่าทีรังเกียจใด ๆ ออกมา ในทางกลับกันมันทำให้พวกเขารู้จักกันมากขึ้น เชื่อใจกันได้มากขึ้นกว่าเดิม

อีแกนส์ตบมือลงบนหน้าขาอีกฝ่าย เป็นสัมผัสที่แสดงออกถึงมิตรภาพโดยไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง

“ฉันดีใจที่นายยังมีชีวิตอยู่”

“ฉันก็ด้วย ดัส” อีกฝ่ายยิ้มตอบ เขาหันมองหน้าไม่รู้เลยว่าชีวิตนี้จะสามารถฝากชีวิตตัวเองไว้กับใครได้อีกยามปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีใครที่เขาไว้ใจได้มากเท่าคน ๆ นี้

ตำรวจหนุ่มเบนสายตาออกจากใบหน้าอีกฝ่ายก่อนจะพูดขึ้น

“โกนหนวดเถอะนะ ขอร้องล่ะ”

คนฟังหัวเราะร่วน

“ไม่มีทางดัส อีแกนส์ ถ้ามันทำให้นายรำคาญใจได้มากขนาดนี้ ฉันจะไว้หนวดจนกว่าจะได้กลับไปทำงานเลยล่ะ”

“อย่าหวังเลยว่าฉันจะมาเยี่ยมอีก” เขาเอนหลังพิงโซฟา หันกลับไปสนใจภาพยนตร์บนจอโทรทัศน์อีกครั้ง

พอพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน อีแกนส์ก็เดินทางกลับบ้าน แม้ไอวี่จะชวนเขากินข้าวเย็นก่อนก็ตาม เขาเดินขึ้นบันไดของอพาร์ตเมนต์ หยุดยืนตรงบันไดขั้นสุดท้าย หวนนึกถึงตอนที่เห็นมาร์ตินนั่งรออยู่หน้าประตู ก่อนจะยิ้มขืนให้ตัวเองเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก

หลังจากอาบน้ำเรียบร้อย เขาก็ฝากท้องไว้กับอาหารสำเร็จรูปก่อนจะนั่งบนเตียงนอนพร้อมกองเอกสารที่ได้มาจากพี่ชาย เป็นประวัติของโรสแมรี่ทั้งหมดรวมถึงเจสสิก้า คิง ไม่ว่าจะลองอ่านอีกกี่ครั้ง ก็ไม่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างเธอกับชโรเดอร์ หรือกับมาร์ตินได้ อีแกนส์หยิบคอมพิวเตอร์พกพาขึ้นมาดู ค้นหาชื่อของฮาร์วีย์ คิง หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า เดอะ คิง ที่น่าจะมีโอกาสเชื่อมโยงกับชโรเดอร์ที่เป็นอาชญากรเหมือนกันมากกว่า

จากข้อมูลที่สืบค้นได้ ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นฮาร์วีย์ยังมีชีวิตอยู่คือเมื่อห้าปีที่แล้ว กับการจับกุมมาเฟียสองแก๊งครั้งยิ่งใหญ่ในเวลานั้น ฮาร์วีย์บาดเจ็บสาหัสแต่หนีรอดไปได้ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ยินชื่อชายคนนี้อีกเลย และแก๊งของเดอะ คิง ก็ถูกทำลาย อีกฝ่ายคือแก๊งที่คุมโดย เอลเลียต โจนาธาน ชโรเดอร์ หรือเรียกกันทั่วไปว่า อีเจ ในการซื้อขายยาเสพติดครั้งนั้น เดอะ คิงเป็นฝ่ายหักหลังและตั้งใจจะกำจัดคนของอีเจทั้งหมด ตำรวจและเอฟบีไอไปถึงที่เกิดเหตุก็พบศพลูกน้องของอีเจ แต่ไร้ซึ่งร่องรอยของเดอะ คิง จากสภาพที่เกิดเหตุบ่งบอกว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้น

ตำรวจหนุ่มไล่สายตาไปแต่ละบรรทัดเชื่อว่าต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีการปกปิดข่าวเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อรูปคดี ไม่มีการพูดถึงว่าชโรเดอร์อยู่ที่เกิดเหตุหรือไม่ และไม่มีใครรู้ว่าเดอะ คิงหนีไปที่ไหน เหตุการณ์นี้เป็นจุดเชื่อมโยงที่ชัดที่สุดระหว่างชโรเดอร์กับคิง เป็นไปได้ที่ชโรเดอร์โกรธแค้นที่ถูกหักหลังและเมื่อรู้ว่าโรสแมรี่ เจนเซ่นคือผู้หญิงที่แต่งงานกับคิงจึงตั้งใจจับมาเป็นตัวประกัน...หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าฮาร์วีย์ คิงยังมีชีวิตอยู่

ทว่าคำถามเดิมยังคงอยู่ มาร์ตินเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้...หรือแค่ถูกชโรเดอร์จ้างวานให้ขโมยอะไรบางอย่างแล้วกลายเป็นว่าอยู่ผิดที่ผิดเวลา

อีแกนส์เอนตัวนอนลงบนเตียง สายตาจ้องมองเพดานด้วยความว่างเปล่า ถ้ามาร์ตินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ หรือรู้ว่าใครฆ่าชโรเดอร์ ทำไมถึงไม่บอกเขา ไม่บอกตำรวจ

ดวงตาสีน้ำตาลมองเห็นอะไรแปลกไปจากปกติบริเวณผนังห้อง เขารีบลุกขึ้นทิ้งน้ำหนักลงบนเข่า หันกลับไปมองผนังเหนือหัวเตียงเห็นรอยยาวบางอย่างทำให้วอลเปเปอร์สีอ่อนหลุดลอกออกมา เมื่อลองเอามือทาบดู ใบหน้าก็ร้อนวูบวาบ

มันคือรอยที่เกิดจากเล็บของมาร์ติน คืนสุดท้ายที่เขาใช้เวลาร่วมกัน ภาพในวันนั้นกลับมาฉายชัดในหัวสมอง ทุกอารมณ์และความรู้สึกส่งผลให้ร่างกายเริ่มร้อนผ่าว เสียงเรียกจากมาร์ติน ไอร้อนจากร่างกาย ผิวสัมผัสอันนุ่มนวลเต่งตึง เขาจดจำทุกอย่างได้ดีเพียงแค่หลับตาก็สามารถมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น

เขารักที่จะร่วมรักกับมาร์ติน รักที่จะได้ดื่มด่ำ ลิ้มลองรสสัมผัสหอมหวานจากกายอีกฝ่าย รักที่จะได้มองเข้าไปในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นแล้วพบเพียงเงาสะท้อนของตัวเอง รักที่ได้ปรนนิบัติและถูกปรนนิบัติ มาร์ตินในคืนนั้นสร้างสัมผัสอันไม่รู้ลืมให้แก่เขา

อีแกนส์นั่งลงข้างเตียงคิดถึงสัมผัสอันเร่าร้อนของอีกฝ่าย สายตาของเขามองลอดผ่านชั้นวางหนังสือแบบโปร่งตรงไปยังห้องครัว หัวคิ้วขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติเมื่อนึกถึงคืนนั้นที่อีกฝ่ายเข้ามาในห้องของเขาด้วยตัวเองทั้งที่ไม่มีกุญแจ มาร์ตินไม่เคยมาหาเขาในยามดึกมาก่อน ทุกครั้งที่มาหาจะเป็นช่วงที่เขาเลิกงานแล้วและรอหน้าห้องเพื่อให้เขาเป็นคนเปิดประตูให้ ดังนั้นการมาของมาร์ตินในคืนนั้นย่อมมีเหตุผล

ตำรวจหนุ่มลุกออกจากส่วนของห้องนอนตรงไปยังครัวทันที สถานที่ที่เขาตื่นขึ้นมาเจออีกฝ่ายในคืนนั้น หัวสมองนึกถึงซองเอกสารที่ยังหายไปจากหัวเตียงมาร์ติน เขาค้นหาทุกซอกทุกมุมของครัว มันต้องมีสักแห่งที่อีกฝ่ายใช้ซ่อนของไว้อย่างแน่นอน อีแกนส์เปิดตู้ เปิดลิ้นชัก ลองจับด้านในของชั้นวางของ ลุกไปหยิบไฟฉายขึ้นมาส่อง เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง เขามั่นใจว่ารู้จักมาร์ตินดีพอที่จะเข้าใจความคิดได้ในระดับหนึ่ง หากมาร์ตินรู้ว่าชีวิตตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาคือแผนสำรองของอีกฝ่าย

มือทั้งสองควานหาไปยังที่ต่าง ๆ พลางนึกว่าอาจไม่ได้อยู่ในครัว วินาทีที่คิดจะถอดใจ มือของเขาก็ควานเจอแผ่นไม้ของพื้นภายในตู้เตี้ยที่สามารถขยับได้ เขาแกะมันออกมา ไม่มีสิ่งใดอยู่บนพื้น เห็นเพียงพื้นกระเบื้องของห้องครัว ทว่าเมื่อผลิกแผ่นไม้นั้นขึ้นมาดู ซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเอสี่ก็แปะติดด้วยสก๊อตเทปอยู่บนนั้น

หัวใจของเขาเต้นรัว มันเป็นขนาดเดียวกันกับร่องรอยที่เห็นจากช่องลับบนหัวเตียงของมาร์ติน อีแกนส์แกะซองออกจากแผ่นไม้ มือของเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัด เผลอกลั้นหายใจอยู่นานจนต้องคอยเตือนสติตัวเอง เขาค่อย ๆ หมุนเชือกที่ปิดซองเอกสารออก หยิบกระดาษมากมายที่อยู่ภายในออกมา 

ในที่สุดเขาก็ค้นพบความลับของมาร์ติน พอร์ตเตอร์


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น