อัปเดตล่าสุด 2020-02-25 18:00:17

ตอนที่ 12 บทที่ 12

 

            วันสิ้นโลกเป็นเช่นไร อีแกนส์ได้สัมผัสด้วยตัวเองในวินาทีที่เขารู้สึกตัวตื่น สมองเหมือนถูกบดขยี้แล้วเอาไปปั่นด้วยเครื่องทำน้ำผลไม้ เขายันตัวเองลุกขึ้นจากโซฟาอย่างยากลำบาก ขวดแก้วทรงสูงบรรจุของเหลวสีอำพันอยู่หนึ่งในสามตั้งบนโต๊ะ แก้วเปล่าหนึ่งใบวางอยู่บนพื้น เครื่องเล่นแผ่นเสียงยังคงทำงานแต่ไร้ซึ่งเสียงเพลงอีกต่อไป นานมากกว่าที่เขาจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ปกติแล้วอีแกนส์ไม่ใช่คนชอบดื่ม อยากมากก็แค่เบียร์ไม่กี่ขวด ไม่นึกว่าเหล้าที่ได้มาตอนปีใหม่จะถูกเอามาใช้งานแบบนี้ ตำรวจหนุ่มยังคงนั่งอยู่บนโซฟา หลับตาแน่นก่อนลืมตาอีกครั้ง ส่ายศีรษะไปมาแล้วทำอย่างนั้นซ้ำหลายที แต่ก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว เขาพยายามลุกขึ้นยืนแต่ผลคือการจมกลับสู่เบาะนั่งอีกครั้ง

            อีแกนส์สบถด่าตัวเอง ถ้าหากคู่หูเขารู้ ไม่โดนล้อว่าเป็นพวกคออ่อนก็ต้องโดนบ่นเรื่องที่ดื่มหนักไปอย่างแน่นอน ทันทีที่ความคิดแล่นไปยังเพื่อนสนิท เขาก็ได้สติขึ้นมาและความต้องการที่อยากจะไปเยี่ยมอีกฝ่ายทำให้เขาพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ถึงจะสำเร็จแต่ก็ยังยากที่จะทรงตัว เขาควานหาโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าทุกส่วนและพบว่าตัวเองยังอยู่ในเครื่องแบบตำรวจตั้งแต่เมื่อวาน กลื่นเหงื่อปะปนไปกับกลิ่นแอลกอฮอล์จนอยากสำรอกออกมา 

            เมื่อพบสิ่งที่ต้องการ เขาก็เห็นสายไม่ได้รับจากไอวี่หลายสายจนสุดท้ายเธอตัดสินใจส่งข้อความมาตอนตีสามว่า ซิลเวสเตอร์ฟื้นแล้ว มุมปากยกยิ้มขึ้นโดยอัตโนมัติ อีแกนส์ลากสังขารตัวเองตรงไปยังห้องน้ำหวังว่าน้ำเย็นจะช่วยให้สดชื่นขึ้นกว่าเดิม

            เขาชงชาให้ตัวเองดื่ม นาฬิกาฝาผนังบอกเวลาใกล้สิบเอ็ดโมง อีแกนส์ไม่เคยตื่นสายขนาดนี้มาก่อน เขารีบโทรศัพท์แจ้งที่สถานีว่าตัวเองจะเข้างานช่วงบ่าย เพราะจะไปเยี่ยมซิลเวสเตอร์ก่อน ระหว่างที่ละเลียดดื่มชาในถ้วยก็พยายามนึกถึงเรื่องเมื่อคืนแต่ทุกอย่างก็ว่างเปล่า อีแกนส์จำไม่ได้ว่าหลังจากกลับถึงบ้านแล้วตัวเองทำอะไร แน่นอนว่าคงนั่งดื่มแต่หลังจากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรไม่ออก ตำรวจหนุ่มมองดูหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองก่อนจะสะดุดเข้ากับเบอร์ที่โทรออก ชื่อของมาร์ตินปรากฏอยู่บนนั้นเรียงยาวหลายครั้ง แต่พอเช็คดูแล้วไม่มีการสนทนาเกิดขึ้น สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับหน้าจอเนิ่นนาน นิ้วโป้งยกค้างยังตำแหน่งรูปโทรศัพท์ เพราะไม่อยากให้ค้างคา เขาสัมผัสหน้าจอก่อนยกขึ้นฟังก็ได้ยินเสียงข้อความอัตโนมัติตอบกลับมาทันที อีกฝ่ายคงปิดเครื่องอยู่ ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้พูดคุยกัน

            ในความโล่งอกแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเสียดาย อีแกนส์เก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจบ้านเก็บตามไป คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพายบนไหล่แล้วเดินออกจากห้องพักมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเพื่อไปเยี่ยมซิลเวสเตอร์

            ใกล้ ๆ เที่ยงอีแกนส์ก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาล เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วย ก็พบไอวี่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมกำลังพูดคุยกับสามีของเธออย่างสนุกสนาน ซิลเวสเตอร์นั่งอยู่บนเตียงนอนที่ปรับขึ้นทำมุมเฉียง สีหน้าสดชื่นมีชีวิตชีวา เสียงหัวเราะสร้างความรู้สึกคุ้นเคยให้บรรยากาศภายในห้องพักของโรงพยาบาลสดใสขึ้นมาทันที

            “ฉันไปซื้อกาแฟก่อนนะ” ไอวี่พูดขึ้นกับสามี ก่อนลุกจากที่นั่งตรงเข้ามาทักทายอีแกนส์ เธอมองหน้าเขาคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เปลี่ยนใจ เพียงแค่ตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วเดินออกจากห้องปิดประตูตามหลังไป

            “ไง เพื่อน” อีแกนส์ทักขึ้น เดินตรงไปบริเวณเตียงนอน ดูจากภายนอกแล้วอีกฝ่ายไม่เหมือนคนถูกยิงแม้แต่นิดเดียว หากไม่รู้ล่วงหน้าคงเข้าใจว่าแค่มาอยู่ในโรงพยาบาลเพราะอากาศเจ็บป่วยทั่วไป

            “สภาพนายแย่มากเลยรู้ตัวไหม” ขณะที่ไอวี่รักษาน้ำใจด้วยการไม่ทักเรื่องนี้ ซิลเวสเตอร์ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดรอดไปง่าย ๆ 

            “พูดจากปากคนที่ถูกยิงไส้ทะลักเนี่ยนะ” ตำรวจหนุ่มตั้งใจเอาคืน ทว่าก็จับมืออีกฝ่ายไว้แสดงออกถึงความเป็นห่วง ซิลเวสเตอร์มองหน้า ดวงตาคู่นั้นกำลังพยายามมองทะลุรอยยิ้มของอีแกนส์ “ฉัน...”

            “มันไม่ใช่ความผิดนาย หรือของใครทั้งนั้น” เพื่อนสนิทพูดแทรกขึ้น บ่งบอกว่าไม่ต้องการฟังคำขอโทษของเขา

            “ฉันควรเป็นคนคอยระวังให้นาย เราควรคอยระวังหลังให้กันและกัน” เสียงลอดออกมาจากฟันอย่างยากลำบาก เขาบีบมืออีกฝ่ายแน่น สายตาก้มต่ำไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเพื่อนสนิท

            “เฮ้ ดัส” เสียงเรียกของซิลเวสเตอร์อ่อนโยนและไร้ซึ่งการถือโทษโกรธแต่อย่างใด “นี่ มองหน้าฉัน”

มือขวายื่นมาจับหน้าของเขา ฝ่ามือประคองไปตามส่วนโค้งของใบหน้า นิ้วโป้งเกลี่ยบนพวงแก้มกึ่งบังคับให้เขาหันสบตา

“เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วก็คือเกิดขึ้นไปแล้ว นายเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ฉันยังอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือไง”

            เขาจับมือข้างนั้นตอบ สัมผัสได้ถึงไออุ่นและห่างไกลจากความตายลิบลับ

“ใช่ นายมันตายยาก”

อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้าง ตบหน้าเขาเบา ๆ ก่อนลดมือลง

            “นายเป็นไงบ้าง” อีแกนส์ถามขึ้นโดยที่ยังยืนอยู่ข้างเตียง

            “สบายกว่าอยู่บ้านเยอะ” คำตอบเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน บ่งบอกว่าคงจะหายดีในไม่ช้า แต่แล้วสีหน้าสดใสนั่นก็หายไป ดวงตาสีเข้มมองอย่างคาดคั้น ตำรวจหนุ่มเหงื่อแตกพลั่กรับรู้ว่าการถูกสอบสวนกำลังตามมา “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้ปล่อยให้เมาขนาดนี้ คงไม่ใช่เพราะฉันถูกยิงหรอกใช่ไหม”

            อีแกนส์กรอกตาพยายามจะกลบเกลื่อนแต่คงไม่อาจโกหกเพื่อนสนิทได้

“ใช่และไม่ใช่”

คำตอบเรียกเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจจากผู้ชายตรงหน้า สายตาของเขามองยังบริเวณบาดแผลของซิลเวสเตอร์ รู้สึกร้อนวูบทั้งที่สร่างเมาแล้วยามที่ต้องออกปากยอมรับอะไรสักอย่าง

            “ฉันเสียนายไปไม่ได้” เขามองหน้าคู่หูที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายปี “ฉันเสียมาร์ตไปแล้ว ฉันจะเสียนายไปอีกไม่ได้”

            สายตาของซิลเวสเตอร์กำลังค้นหาบางอย่างจากใบหน้าของอีแกนส์ก่อนจะพูดขึ้น

“ดัส นายยังไม่ได้เสียพอร์ตเตอร์ไป มันอาจเป็นช่วงเวลาหนึ่งเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่เด็กนั่นไม่ได้หานายก็เป็นได้”

            เขารู้ว่านั่นคือคำปลอบใจและรู้เช่นกันว่าครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

            “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันทำอะไรต่อไม่ได้แล้ว ได้แต่รอให้เรื่องมันจบลงโดยเร็ว” ทั้งชีวิตเขาไม่เคยรู้สึกพึ่งพาไม่ได้เท่านี้มาก่อน แม้จะเรื่องปกติที่บางคดีต้องเปลี่ยนมือจากกรมตำรวจไปสู่หน่วยงานอื่น คราวนี้เขาถือว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่คำนั้นก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ตำรวจหนุ่มยิ้มขืน “ขอโทษที ฉันมาเยี่ยมนายแท้ ๆ กลับมาทำให้บรรยากาศหดหู่”

            “รู้ตัวก็ดี เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว” ซิลเวสเตอร์แสร้งทำเสียงดุ “คราวหลังอย่านั่งดื่มเองคนเดียวอีกล่ะ อยากดื่มก็ต้องรอฉันก่อน”

            อีแกนส์หัวเราะหึ ตบไหล่เพื่อนสนิทเบา ๆ สองสามที

“ฉันคิดที่จะจูบลานายที่หน้าผาก แต่ถ้าทำแบบนั้นมันคงประหลาดน่าดู”

            “คงไม่ประหลาดเท่าจูบปาก” 

            “โอเค ฉันจะไม่ถามถึงบริบทก่อนหน้านั้นนะ” เสียงไอวี่ดังขึ้นจากหน้าประตู ในมือของเธอถือกาแฟร้อนมาหนึ่งแก้ว

            “ที่รัก! คุณมาพอดี ไล่ผู้ชายคนนี้ออกไปที เขาจีบผม”

            ไอวี่หัวเราะเสียงใสเดินตรงเข้ามาหา อีแกนส์ถึงกับส่ายหน้า

“ปากดีแบบนี้คงได้ออกจากโรงพยาบาลเร็วแน่ เดี๋ยวฉันเตรียมรายงานให้นายเขียนเป็นของขวัญละกัน” 

            “รีบกลับไปเลยไป”

            ตำรวจหนุ่มทำเป็นไม่สนใจเสียงไล่จากเพื่อนสนิท เข้าไปหอมแก้มไอวี่พร้อมบอกลาเธอก่อนหันไปทางซิลเวสเตอร์

“รีบ ๆ หายล่ะ ไว้เจอกันที่ทำงาน”

            เพื่อนสนิทยกมือลาพร้อมฉีกยิ้มกว้าง อีแกนส์เห็นเช่นนั้นก็สบายใจเดินออกจากห้องผู้ป่วยตรงไปตามทางเดิน เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือก็ลังเลว่าควรหยุดทั้งวันหรือกลับไปทำงานดี แต่เมื่อนึกได้ว่าต่อให้กลับไปบ้านก็ไม่มีอะไรทำ สู้ไปอยู่ที่สถานีตำรวจยังจะมีประโยชน์เสียกว่า จึงได้นั่งรถไฟใต้ดินมุ่งหน้าสู่เขต 

            จ่าฟอสเตอร์สอบถามอาการของซิลเวสเตอร์ทันทีที่อีแกนส์เดินเข้ามาในอาคาร เมื่อทราบว่าอีกฝ่ายสบายดี สีหน้าเธอก็ผ่อนคลายลง แม้ตำรวจหญิงคนนี้จะเข้มงวด และบางครั้งพูดจาถากถางแต่ก็เป็นคนที่มีจิตใจงดงามและห่วงเพื่อนตำรวจด้วยกัน

            หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ อีแกนส์ก็นั่งประจำโต๊ะของตัวเองตั้งใจจะทำงานด้านเอกสารในเมื่อเวลานี้คู่หูของเขายังต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล หากจ่ามิลส์ไม่หาใครมาจับคู่ด้วยชั่วคราว ก็คงต้องนั่งทำงานอยู่แต่ในสถานีไปจนกว่าอีกฝ่ายจะกลับมา

            สายตาของตำรวจหนุ่มนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์มาพักใหญ่ โดยที่มือไม่ได้ขยับไปจากเดิมและรายงานตรงหน้าก็ยังค้างเท่าเดิมมาตั้งแต่หลายสิบนาทีก่อน พอสมองของเขาเลิกกังวลเรื่องซิลเวสเตอร์ ผู้ชายที่ชื่อมาร์ตินก็กลับมาทวงตำแหน่งในทันที นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่ได้ข่าวจากอีกฝ่าย ขณะเดียวกันสื่อก็ไม่ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับคดีของชโรเดอร์เพิ่มเติมแต่อย่างใดราวกับถูกปกปิดเอาไว้อย่างดี

มือของเขากดเปลี่ยนหน้าจอด้วยความเคยชิน หลายครั้งในเวลาที่ไม่ได้เจอมาร์ตินเขาจะชอบค้นหาชื่ออีกฝ่ายในฐานข้อมูลเพียงเพื่อจะดูว่าไม่ได้มีคดีอะไรเพิ่มไปจากเดิม คราวนี้เขาก็พบว่าตัวเองเผลอทำเช่นนั้นอีกแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับต่างไป ไม่ใช่แค่ข้อมูลไม่ขึ้นแต่เหมือนกับถูกป้องกันเอาไว้ หัวคิ้วโก่งเข้าหากัน อีแกนส์ลองป้อนชื่อลงไปใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาตรวจทานการสะกดอย่างดีเพื่อความมั่นใจแต่ผลลัพธ์กลับได้อย่างเดิม เขานึกถึงเพื่อนสนิทที่นั่งใกล้กันหวังจะให้ช่วยเช็คข้อมูลให้ แต่พอเงยหน้าอ้าปากเตรียมถามก็นึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังนอนสบายใจอยู่ที่โรงพยาบาล ตำรวจหนุ่มส่ายหน้า ยังดีที่เขาพอจะเดารหัสผ่านของอีกฝ่ายได้หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“เอาจริงดิ” อีแกนส์พึมพำกับตัวเองเมื่อพบว่ารหัสผ่านที่เขารู้เมื่อหลายปีก่อนยังนำใช้งานได้ในปัจจุบัน

ถึงจะป้อนข้อมูลการค้นหาด้วยไอดีของซิลเวสเตอร์แล้วก็ตาม แต่เอกสารของมาร์ตินยังคงถูกป้องกันเอาไว้ เขาได้แต่ตั้งข้อสงสัยว่าเพราะเกี่ยวข้องกับคดีหรืออย่างไรถึงได้มีค้นล็อคข้อมูลพวกนี้ไว้ อย่างไรก็ตามมันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนัก ทำไมมาร์ตินถึงได้สำคัญเช่นนั้น

เสียงเรียกของจ่ามิลส์ดังขึ้น อีแกนส์สะดุ้งสุดตัวกลัวว่าตัวเองกำลังทำความผิดซึ่งเขาก็ทำเช่นนั้นอยู่จริง เอาไอดีของคนอื่นมาใช้ต่อให้เป็นคู่หูก็ตามเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่สีหน้าของจ่ามิลส์เหมือนจะไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องนั้น ตำรวจหนุ่มทำอะไรไม่ได้นอกจากลุกตามเข้าไปในห้องเพื่อค้นหาความจริง

“ปิดประตู” อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงอิทธิพล อีแกนส์นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้า ผมทำอะไรผิดเหรอ “เมื่อครู่ฉันได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่คอลลินส์”

ตำรวจหนุ่มยืดตัวตรงทันที ลืมกระทั่งการหายใจ หรือว่าทางนั้นจะได้ความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติม หรือจะจับคนร้ายได้แล้ว หรือจะปล่อยตัวมาร์ติน ความคิดของเขาโลดแล่นในช่วงไม่กี่วินาทีที่อีกฝ่ายเว้นจังหวะการพูด

“ฉันเตือนแล้วว่าให้เลิกสืบคดีนี้ไม่ใช่เหรอ อีแกนส์”

“ผมไม่ได้...” 

จ่ามิลส์ยกนิ้วชี้ทำท่าบอกให้เขาหยุดพูดแล้วฟัง

“เธอพยายามเข้าถึงไฟล์ของพอร์ตเตอร์ เจ้าหน้าคอลลินส์จากเอฟบีไอแจ้งมาที่ฉัน ถึงฉันจะไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ฉันก็ต้องยอมรับ อีแกนส์นี่ไม่ใช่การเตือนแล้วนะ”

“แต่ผม...” เขาไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ จะบอกว่าวางมือจากคดีนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบายถึงการพยายามดูข้อมูลมาร์ติน จะให้เขาพูดเรื่องนั้นได้อย่างไร... อีแกนส์เปลี่ยนคำพูดใหม่กลางคัน “จ่าไม่คิดว่ามันแปลกเหรอครับ ที่พวกเอฟบีไอถึงป้องกันประวัติของมาร์ติน”

สีหน้าอีกฝ่ายบ่งบอกว่าคิดเหมือนกันกับเขา ทว่าจ่ามิลส์ยังยืนยันความตั้งใจเดิม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ในช่วงที่ซิลเวสเตอร์ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เธอก็ควรจะใช้โอกาสนี้ลาพักร้อน” อีแกนส์ไม่มีโอกาสได้แย้ง เขาอ้าปากค้างกลางอากาศ “ใช้เวลาเท่าที่ต้องการ อีแกนส์ จนกว่าจะมีสมาธิกับการปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง ช่วงเวลานั้นเธอไม่ใช่ตำรวจ อยากจะทำอะไรก็ทำ ไปเยี่ยมพ่อแม่บ้างก็ได้”

มีคำพูดมากมายอัดแน่นอยู่ในหัว อีแกนส์นั่งหลังตรงมือกำหมัดแน่นบนหน้าตัก จ้องเขม็งด้วยความรู้สึกผิดหวังและโกรธเคืองปะปนกัน ตำรวจหนุ่มลุกขึ้นยืนวางปืนกับตราที่พกติดตัวลงบนโต๊ะเดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก เขามุ่งหน้าสู่ห้องล็อคเกอร์เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า มองดูตราบนอกซ้ายของเครื่องแบบตำรวจ คำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบวนเวียนอยู่ภายในห้วงความคิด หรือเขาต้องการการพักผ่อน ออกจากแมนแฮตตันกลับไปยังบ้านเกิดสักวันสองวัน หลีกหนีจากปัญหาทุกสิ่งที่เขาไม่สามารถยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เสียงถอนหายใจดังขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่อาจนับได้ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา

อีแกนส์ตั้งใจจะไปเยี่ยมซิลเวสเตอร์ แต่พอคิดอีกทีเขาควรปล่อยให้อีกฝ่ายพักรักษาตัวอยู่กับไอวี่มากกว่า แล้วโทรศัพท์หาแม่แทน น่าแปลกที่เสียงของเธอทำให้เขาสบายใจได้ ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะรู้สึกแย่มากขนาดไหนก็ตาม เขาโกหกอีกฝ่ายว่าตัวเองขอลาพักร้อนจึงตั้งใจจะไปเยี่ยม เพราะอาจไม่ได้ไปหาช่วงวันขอบคุณพระเจ้า อีแกนส์เกือบจะหลุดปากเรื่องที่ริคหมั้นแต่เขาก็ยั้งไว้ทันเพราะนั่นเป็นข่าวที่พี่ชายของเขาควรเป็นคนแจ้งด้วยตัวเอง ตำรวจหนุ่มใช้เวลาเกือบชั่วโมงพูดคุยกับแม่ของเขาตั้งแต่ออกจากสถานีตำรวจกระทั่งกลับถึงบ้าน

“ผมตั้งใจจะไปถึงพรุ่งนี้เช้า แล้วค่อยคุยกันใหม่นะครับ”

“ดัสติน” เขาได้ยินน้ำเสียงเป็นกังวลผ่านการเรียกชื่อ “ลูกคุยกับแม่ได้ทุกเรื่องนะ”

เพียงแค่ได้ยินคำพูดนั้นตำรวจหนุ่มก็ตื้นตันจนรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวบริเวณดวงตา กล้ามเนื้อบนใบหน้าแทบจะขัดแย้งกันเองยามที่เขาพยายามคลี่ยิ้ม

“ครับ แม่ไม่ต้องห่วง เจอกันพรุ่งนี้ครับ”

อีแกนส์วางมือถือลงบนโต๊ะรับแขก เอนตัวพิงพนักโซฟา สายตาจ้องมองไปบนเพดานด้วยความว่างเปล่า อยากให้เวลาผ่านพ้นไปโดยเร็ว ให้ข้ามไปถึงวันที่จะได้เห็นหน้ามาร์ตินอีกครั้ง เขายิ้มขืนสลัดใบหน้าของอีกฝ่ายออกไปจากความทรงจำ

 

พอรู้ว่าเขาจะกลับบ้าน แม่ของเขาก็เตรียมอาหารโปรดไว้ต้อนรับเยอะแยะราวกับกินกันหลายสิบคน ทั้งที่ตอนนี้มีเพียงแค่สามคนพ่อแม่ลูกเท่านั้น ตำรวจหนุ่มตรงดิ่งเข้าไปกอดและหอมแก้มเธอเป็นอย่างแรกเมื่อก้าวเท้าเข้าบ้าน กลิ่นขนมหวานอบอวลติดตัวเธอจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ชวนให้นึกถึงสมัยยังเป็นเด็ก

แม่ของอีแกนส์เป็นผู้หญิงวัยใกล้หกสิบที่ยังพยายามทำให้ตัวเองห่างไกลจากวัยผู้สูงอายุ ร่างกายของเธอยังแข็งแรงเมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกันที่เริ่มมีอาการเจ็บป่วยเข้าแทรกซ้อน พ่อของเขาเป็นผู้ชายที่ยังดูดีแม้จะอยู่ในวัยหกสิบแล้วก็ตาม อีแกนส์ได้โครงหน้าและโครงสร้างร่างกายไปจากพ่อเต็ม ๆ ยามที่ได้มองอีกฝ่ายก็อดนึกถึงตัวเองในอนาคตไม่ได้

“สบายดีนะครับ พ่อ” เขาเข้าไปทัก อีกฝ่ายไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักที่เขาเป็นตำรวจ สาเหตุหลักเป็นเพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับเขา อีแกนส์มองเห็นความโล่งใจในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น

“โดนไล่ออกหรือไง ถึงได้กลับมาบ้าน”

ตำรวจหนุ่มพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนกับคำพูดติดตลกที่ใกล้เคียงกับความจริงจากปากคนเป็นพ่อ

พวกเขานั่งกินอาหารบนโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่จุคนได้แปดคน แต่มีเพียงสามที่นั่งเท่านั้นที่ถูกจับจอง เป็นความรู้สึกที่แปลกเมื่อต้องอยู่กับพ่อแม่ตามลำพัง เพราะโดยมากจะมีพี่น้องคอยร่วมวงสนทนาอยู่ด้วย คนที่กลับบ้านบ่อยที่สุดน่าจะเป็นน้องสาวของเขา เบธานี่ที่กำลังเรียนเป็นแพทย์ในบัลติมอร์ คนอื่นรวมทั้งเขาจะกลับมาเฉพาะหน้าเทศกาลเท่านั้น คงเพราะแบบนี้แม่ของถึงได้ดูสดชื่นชีวิตชีวาและรอยยิ้มนั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการในเวลาแบบนี้

“ลูกจะอยู่ได้กี่วัน” เขารับรู้ได้ถึงความคิดถึงผ่านน้ำเสียงของคนเป็นแม่ ทั้งที่เพิ่งจะกลับถึงบ้าน แต่เธอก็กลัวแล้วว่าเขาต้องจากไปอีก

“ยังไม่แน่ใจครับ อาจจะสองสามวัน” ตำรวจหนุ่มหวังให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็วเพื่อให้ตัวเองสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แม้ว่า ตามปกติ จะเป็นแบบไหนเขาก็ไม่อาจทราบได้

“เราดีใจที่ลูกกลับมาบ้าน” เธอจับมือลูกชายหัวแก้วหัวแหวน สัมผัสของเธอเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย ดวงตาของเธอเริ่มมีหยาดน้ำอุ่น ๆ เกาะโดยรอบ อีแกนส์คลี่ยิ้มวางมือลงบนมืออันนุ่มนวลน่าทะนุถนอมของเธอ “เอาล่ะกินข้าวกันเถอะ”

น้ำเสียงของเธอกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง เอ่ยปากชวนคุยสร้างสีสันบนโต๊ะอาหาร อีแกนส์เห็นสายตาพ่อของเขายามที่มองแม่ พวกเขาแต่งงานและอยู่ด้วยกันมากว่าสามสิบปี ความรักที่พวกเขามีให้กันไม่ได้ลดน้อยลงเลย ทุกครั้งที่เห็นทั้งคู่ เขารู้สึกเหมือนได้เห็นความรักของคนหนุ่มสาว พูดคุย หยอกล้อ จับมือ พ่อเป็นคนเข้มงวดแต่เขาโอนอ่อนกับแม่ เขาเคยเห็นทั้งสองมีเรื่องไม่ลงรอยกันแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต หากอีแกนส์คิดจะมีครอบครัวล่ะก็ เขาก็มีตัวอย่างที่ดีอยู่ตรงหน้า

หลังมื้ออาหาร เขากับพ่อก็นั่งคุยกันที่โซฟาในห้องนั่งเล่น เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้แต่ความสนใจของทั้งคู่อยู่ที่บทสนทนา มากกว่าเรื่องราวในทีวี พ่อของเขามักชวนคุยถึงเรื่องคดีใหญ่โตที่เป็นข่าวไปทั่วประเทศยังดีที่ไม่มีชื่อของชโรเดอร์อยู่ในบทสนทนา แต่เมื่อบรรยากาศเริ่มตึงเครียดด้วยเรื่องของข่าวสารแม่ของเขาก็เข้ามาห้ามปราม พร้อมน้ำผลไม้สองแก้ว

“ลูกมาพักผ่อน คุณก็ยังทำให้เขาเครียดอีก” ในบรรดาสี่พี่น้อง แม่ค่อนข้างจะเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ พอแม่เดินกลับเข้าไปในครัวพ่อก็ยอมเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องกีฬาแทน

คืนแรกที่ได้กลับมานอนในห้องตัวเองยังบ้านเกิด อีแกนส์สร้างความคุ้นชินกับบรรยากาศในห้องได้อย่างรวดเร็ว เขานั่งที่โต๊ะทำงาน ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูท้องฟ้าผืนเดียวกันกับแมนแฮตตัน แต่รู้สึกถึงความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บ้านเกิดของเขาไม่ใช่เมืองใหญ่ รอบข้างเต็มไปด้วยธรรมชาติมากกว่าอาคารสูง ทุกคนเข้าถึงกันได้ง่ายกว่าสังคมเมือง เป็นความสงบสุขที่ไม่อาจหาได้จากห้องพักของเขา ในบรรยากาศเช่นนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขาหลับได้โดยไม่ฝันถึงอะไร

แสงแดดยามเช้าแยงตาจนอีแกนส์ต้องยอมแพ้แล้วลุกขึ้นนั่ง เขาตั้งสติกับตัวเองก่อนจะจดจำได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ใด ห้องนอนของเขาแตกต่างไปจากสมัยยังเป็นเด็ก เพราะหลังจากที่ลูก ๆ เริ่มทยอยย้ายออกกันไป พ่อกับแม่ก็ปรับแต่งภายในใหม่ ทำให้ตอนกลับมาค้างที่นี่ทุกคนต่างมีห้องเป็นของตัวเอง ตอนนั้นเขาใช้ห้องร่วมกับริคจึงสนิทกับอีกฝ่ายมากที่สุด อีกทั้งพวกเขาอายุไล่เลี่ยกันจึงเป็นทั้งพี่น้องและเพื่อนสนิทในเวลาเดียวกัน อีแกนส์เป็นลูกคนเล็กอยู่หลายปีก่อนที่ความสนใจจะตกไปสู่น้องสาวที่เกิดมาพร้อมกับเสียงที่ปลุกทุกคนให้ตื่นยามค่ำคืน แต่เธอก็เป็นที่รักของทุกคนตั้งแต่บัดนั้นจนถึงตอนนี้

เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ อีแกนส์อดคิดไม่ได้ว่ามันผ่านมานานมากเหลือเกิน ความใกล้ชิดที่เคยมีให้กันก็ถูกงานพรากไปจนหมด ดูเหมือนสถานที่แห่งนี้จะเป็นที่เดียวที่สามารถรวมครอบครัวอีแกนส์เอาไว้ได้

หลังจากอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัวด้วยกางเกงยีนส์ขายาวกับเสื้อยืดสีเข้ม อีแกนส์ก็เดินลงไปชั้นล่าง กลิ่นหอมของแป้งกับเนยโชยเตะจมูกส่งผลให้ท้องของเขาส่งเสียงประท้วงออกมา

ภายในห้องครัว พ่อของเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะอาหาร ถ้วยกาแฟวางอยู่ด้านหน้า ขณะที่แม่ของเขากำลังทอดแพนเค้กอยู่ที่เตา ตำรวจหนุ่มตรงเข้าไปกอดเธอจากด้านหลังส่งผลให้เธอร้องลั่นดวยความตกใจ

“ดัสติน! อย่าเข้ามาแบบนี้สิ” เวลาดุเธอจะเรียกเขาด้วยชื่อเสมอ โดยทั่วไปแล้วทั้งบ้านพร้อมใจกันเรียกเขาว่าดัสตี้ทั้งหมด พ่อของเขาส่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ อีแกนส์หอมแก้มเธอฟอดใหญ่ก่อนจะเดินไปหยิบถ้วยมารินกาแฟ

“ไหน ๆ ลูกก็มาที่บ้านแล้ว ลองหาโอกาสกลับไปเยี่ยมโรงเรียนบ้างสิ” เธอพูดขึ้นยามยกจานใส่แพนเค้กวางลงตรงหน้าพ่อ กำชับให้เขาเก็บหนังสือพิมพ์แล้วลงมือกิน ก่อนเดินมาวางอีกจานตรงหน้าเขา แพนเค้กของเขาราดด้วยช็อกโกแลตในแบบที่เขาชอบ เป็นเรื่องอัศจรรยที่คนเป็นแม่มักจดจำได้เสมอว่าลูกตัวเองชอบกินอะไร

“ผมก็ตั้งใจว่าจะไป” เขาตอบ บางทีการรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตสมัยก่อนที่ความยุ่งยากทั้งหมดจะเกิดขึ้น อาจช่วยเยียวยาความรู้สึกของเขาในตอนนี้ก็เป็นได้ “ว่าแต่ พ่อกับแม่อยู่ที่นี่ตามลำพังแค่สองคน...สบายดีหรือเปล่าครับ”

ทั้งคู่มองหน้าเขาราวกับเพิ่งได้ยินสิ่งที่ไม่คาดฝันทั้งที่มันเป็นคำถามธรรมดา ๆ ที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงเท่านั้น

“แกคงไม่คิดที่จะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่หรอกใช่ไหม” เสียงคนเป็นพ่อถามขึ้น สีหน้าจริงจัง ทั้งที่การเป็นตำรวจไม่ใช่อาชีพในอุดมคติของอีกฝ่ายแต่คำถามนั้นราวกับจะบอกเป็นนัยว่าให้เขาอยู่ที่เดิม

“เปล่าครับ ผมแค่ถามเฉย ๆ” ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทั้งสองคนต้องแสดงความกังวลออกมาแบบนั้นด้วย หรือเซ้นส์ของความเป็นพ่อแม่จะจับความผิดปกติจากลูกได้โดยไม่จำเป็นต้องถาม

พวกเขานั่งกินแพนเค้กกันในความเงียบ อีแกนส์อาสาเป็นคนล้างจาน พ่อของเขาออกไปดูแลสวนหลังบ้าน ส่วนแม่นั่งถักไหมพรมอยู่ที่ห้องนั่งเล่นเปิดวิทยุฟังเพลงไปพลาง ๆ 

เขาตั้งใจจะไม่หยิบโทรศัพท์หรือติดต่อกับใครก็ตามที่อยู่ในนิวยอร์ก หัวหน้าของเขาพูดถูก สิ่งที่อีแกนส์ต้องการตอนนี้คือการพักผ่อน และเคลียร์สมองตัวเองให้สามารถกลับไปทำงานได้อีกครั้ง

บ่ายวันนั้นตำรวจหนุ่มออกจากบ้านเดินไปตามท้องถนนเพื่อซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ ตอนที่กลับมาบ้านช่วงเทศกาล เขาไม่ได้มีเวลาเป็นของตัวเองเหมือนในขณะนี้ อีแกนส์เดินไปตามเส้นทางที่ใช้สัญจรประจำเวลาเดินทางไปโรงเรียน จำได้ดีว่าริคจะจับมือเขาเดินไปตลอดโดยมีรีเบคก้าพี่สาวคนโตคอยดูแลพวกเขาอีกที ด้วยความที่รีเบคก้ากับริคห่างกันแค่ปีเดียวพวกเขาจึงพยายามดึงเขาไปเป็นความรับผิดชอบของตัวเองเพื่อแสดงความเป็นที่พึงพาได้ของบ้าน แต่เด็กผู้ชายมักสนิทด้วยกันง่ายกว่า ริคจึงได้เขาไปอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง โดยรีเบคก้าจะเป็นผู้ดูแลทุกอย่างของบ้านเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

อีแกนส์เดินมาถึงโรงเรียนสมัยประถมถึงมัธยมของตัวเองแล้วก็ต้องแปลกใจที่มันเปลี่ยนแปลงไปจากความทรงจำของเขา อาคารเรียนที่เคยเป็นสีครีมไม่น่าดึงดูดตอนนี้กลับมีสีสันสดใส มีตึกเรียนเพิ่มขึ้นและอาณาเขตกว้างขว้างกว่าเดิม ที่นี่เป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและเป็นที่รู้จักดีของเพื่อนบ้าน แบ่งออกเป็นฝั่งประถมและฝั่งมัธยม ส่วนมากแล้วนักเรียนที่เข้าเรียนที่นี่ จะเรียนไปกระทั่งจบมัธยมปลาย สนามเด็กเล่นของฝั่งประถมมีนักเรียนวิ่งเล่นกันอยู่ภายใต้การดูแลของคุณครู เขาเดินผ่านรั้วที่กั้นฝั่งประถมและมัธยมออกจากกัน ผ่านอาคารเรียนหลัก ข้ามลานกว้างที่เอาไว้ใช้จัดกิจกรรมมีเด็กนักเรียนนั่งจับกลุ่มคุยกันตามโต๊ะ อีแกนส์จำโต๊ะประจำของเขาได้ ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ปัจจุบันมันก็ยังอยู่ที่เดิม เขาไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง คะแนนสอบอยู่ระดับกลาง ๆ เขาถูกมองว่าเป็นเด็กติดพี่มาโดยตลอดเป็นเพราะริคกับเพื่อน ๆ มักมาคลุกคลีกับเขา ทำให้เขามีเพื่อนรุ่นเดียวกันกับพี่ชายมากกว่าเพื่อนในห้องเดียวกัน     

            สมัยเรียนอีแกนส์ไม่เคยมีแฟนแบบจริง ๆ จัง ๆ เขาคุยกับทุกคนในระดับเพื่อน ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ กระทั่งตอนอยู่มัธยมต้นที่แอบปลื้มนักกีฬาเบสบอลระดับมัธยมปลายของโรงเรียน แต่ก็เป็นความชื่นชอบสมัยวัยรุ่นเท่านั้น แฟนจริง ๆ คนแรกในชีวิตก็คือ ช่วงมหาวิทยาลัยที่คบกันได้สองปี ก่อนที่อีแกนส์ตัดสินใจจะย้ายไปอยู่นิวยอร์กเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนตำรวจและต้องเลิกรากันในที่สุด หลังจากนั้นก็คือมาร์ติน...

            ตำรวจหนุ่มสั่นศีรษะสลัดชื่อนั้นออกจากหัวทันที เขาไม่ควรนึกถึง เขากำลังพักผ่อน กำลังหาทางหลบหนีจากปัญหาอันไร้คำตอบที่เข้ามารุมเร้า

            เสียงตีเบสบอลดังขึ้นดึงเขากลับสู่ความเป็นจริง และพบว่าตัวเองเดินมาจนถึงสนามเบสบอลของโรงเรียนที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในของสถานศึกษาแห่งนี้ ที่นี่เป็นที่ซ้อมของนักกีฬาเบสบอลประจำเมืองเช่นกัน เขาจำได้ดีถึงตอนที่ได้เข้ามานั่งในอัฒจันทร์เป็นครั้งแรกแล้วดูการแข่งขันกับครอบครัว พ่อของเขาเป็นแฟนกีฬาเบสบอลมาแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่รุ่นคุณปู่ แต่ดูเหมือนความชอบนี้จะตกไปอยู่กับพี่สาวคนโต ส่วนเขากับริคเป็นแฟนลูกหนังมากกว่า ขณะที่น้องสาวไม่ได้สนใจเรื่องกีฬาแม้แต่น้อย เธอกับแม่จึงเข้าขากันได้ดีในเรื่องนี้

อีกเรื่องที่จำได้คือการตามมาดูที่เขาแอบชอบในตอนนั้น ซ้อมกีฬาหลังเลิกเรียน อีกฝ่ายเป็นพิชเชอร์ที่มีอนาคตไกล แต่หลังจากจบมัธยมปลายแล้วเขาก็ไม่ได้ตามอีกฝ่ายอีกเลย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ...

“อีแกนส์?” เสียงเรียกดังมาจากด้านล่าง บริเวณที่นั่งของโค้ช น้ำเสียงเหมือนไม่มั่นใจ ขณะเดียวกันเขาเองก็พยายามมองว่าคนตรงหน้าเป็นใคร โครงหน้ายาว ผมสั้นสีบลอนด์ทอง ดวงตาสีเทา ชายหนุ่มถึงกับเบิกตากว้างเมื่อจำได้ว่าเป็นใคร แต่เป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะรู้จักชื่อเขา “อีแกนส์ น้องชายของริค อีแกนส์ใช่ไหม”

การจำชื่อพี่ชายของเขาได้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ไม่ว่าใครก็รู้จักริชาร์ด อีแกนส์

ตำรวจหนุ่มเดินลงจากอัฒจรรย์ไปยังข้างสนาม ทั้งที่ผ่านมาแล้วสิบกว่าปี แต่การเดินเข้าใกล้อีกฝ่ายยังคงเป็นเรื่องยากเสมอนับตั้งแต่ตอนมัธยมปลายแล้ว เขารู้สึกเหมือนกำลังย้อนไปสู่ช่วงเวลานั้นอีกครั้งที่ทำได้แค่ยืนมองพิชเชอร์ที่ตัวเองชื่นชอบอยู่ห่าง ๆ

“คริส” เขาทักพลางยื่นมือไปจับ “คุณรู้จักผม”

ช่างเป็นคำถามที่งี่เง่าจริง ๆ อีแกนส์แทบอยากเดินหนีออกไปจากที่นั่นทันที

“ริคพูดเรื่องนายให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ดัสตี้ใช่ไหม” ปกติแล้วเขาจะแก้เวลามีคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวเรียกชื่อเขาแบบนั้น นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ซิลเวสเตอร์เรียกเขาแค่คำว่าดัสคำเดียว “ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอ โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ”

เขากับคริสห่างกันไม่กี่ปีแต่วิธีการพูดของอีกฝ่ายทำเอาเขาดูเด็กลงไปถนัดตา อีกฝ่ายถามถึงริคก่อนจะถามถึงอาชีพของเขาในตอนนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายผันตัวเองจากนักกีฬามาเป็นโค้ชให้กับโรงเรียนเก่า ระหว่างที่พูดคุยกันนั้น ภายในหัวของอีแกนส์นึกถึงภาพในสมัยก่อนขึ้นมาทันที ในตอนนั้นไม่มีทางที่เขาจะมายืนพูดกับผู้ชายคนนี้อย่างแน่นอน เพียงแค่มองหน้า เขาก็รู้สึกปั่นป่วนมวนในท้องไปหมด แม้จะเคยถูกทักครั้งสองครั้งเพราะเป็นน้องของริค แต่ก็ไม่เคยยืนต่อบทสนทนากันยาวนานขนาดนี้

ความรู้สึกในตอนนั้นยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นอะไรในแบบที่เขาเคยคิดว่าเป็น ไม่ใช่ความรักอย่างแน่นอน มันเป็นความประทับใจ

“ดีใจที่ได้เจอกันนะ ดัสตี้ ถ้าเจอริคก็บอกให้แวะมาหาบ้างล่ะ” รอยยิ้มอีกฝ่ายไม่ต่างจากตอนมัธยมเลยแม้แต่น้อย ถึงจะอายุมากขึ้นแต่เสน่ห์ของลักยิ้มยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

“ครับ ไม่นึกว่าจะได้เจอคนรู้จักที่นี่” อีแกนส์พูดตามตรง พวกเขาคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่คริสจะแยกกลับไปซ้อมทีมต่อ ส่วนเขาก็ตั้งใจจะกลับบ้านจึงเดินออกจากสนามเบสบอล

ระหว่างทางอีแกนส์แวะร้านเหล้าเล็ก ๆ ข้างทาง เพื่อหาเบียร์ดื่ม พร้อมทั้งพยายามรวบรวมสติของตัวเองเช่นกัน นับเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ได้เจอคนรู้จักอีกครั้งนับตั้งแต่เรียนจบ ที่สำคัญยังเป็นคนที่เขาแอบชอบเสียด้วย...เคยชอบ อีแกนส์แก้คำพูดในความคิดตัวเองใหม่ สำหรับเขาในตอนนี้มีเพียงแค่มาร์ติน...ทว่าจะเป็นแบบนั้นได้อีกนานแค่ไหนกันในเมื่อเขาไม่รู้สึกว่าจะได้พบเจออีกฝ่ายอีก

ผมขอโทษ

คำพูดไร้เสียงในตอนนั้นยังคงหลอกหลอนเขาเสมอมา สายตาที่มาร์ตินมองเขาในเวลานั้นเป็นเหมือนคนที่กำลังหมดหนทาง ไร้ทางออก...ไม่ต่างอะไรกับเขาในเวลานี้

ตำรวจหนุ่มรู้สึกเหมือนมีคนนั่งตรงที่นั่งด้านข้างบริเวณเคาน์เตอร์ เขาหันมองก็พบผู้ชายคนหนึ่งน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขากำลังสั่งเครื่องดื่ม ดวงตาสีเขียวคู่นั้นหันมองราวกับรู้ว่ากำลังถูกคนจ้องมอง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มยามเมื่อประสานสายตากับเขา สีหน้าเชิญชวนที่อีแกนส์รู้ได้ทันทีว่ามีจุดประสงค์เช่นไร

“เฮ้...” อีกฝ่ายทัก รับแก้วเครื่องดื่มจากบาร์เทนเดอร์ยกขึ้นดื่ม สายตาของอีแกนส์มองดูการเคลื่อนไหวบริเวณลำคอของผู้ชายตรงหน้า รู้สึกได้ถึงความเย้ายวน

“เฮ้...” เขาทักกลับเลียนแบบเนื้อเสียงอีกฝ่าย 

ในตอนนั้นสิ่งที่อีแกนส์มองเห็นทางออก... คือวิธีการหลบหนี...

ทั้งคู่เดินออกจากผับพร้อมกัน โทรศัพท์มือถือสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง นับตั้งแต่มาถึงที่บ้านเกิดเขาก็เลี่ยงการรับโทรศัพท์มาตลอด ทว่าคราวนี้เขากลับล้วงมันขึ้นมาจากที่เก็บ ผู้ชายที่เพิ่งเจอกันเดินนำอยู่ด้านหน้า เขาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์และพบว่าเป็นเบอร์ที่บล็อกไอดีผู้โทร

“อีแกนส์พูด”

“...เฮ้...”

เพียงแค่ได้ยินเสียงจากปลายสาย หัวใจของอีแกนส์ก็แทบหยุดเต้นไป


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น