อัปเดตล่าสุด 2020-02-18 18:10:28

ตอนที่ 10 บทที่ 10

 

            ตอนที่อีแกนส์เดินขึ้นบันไดจากสถานีรถไฟใต้ดิน รอบข้างก็เต็มไปด้วยแสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ตั้งเรียงขนานตามเส้นถนนไปสุดสายตา สถานที่ที่จะไปไม่มีรถไฟใต้ดินเข้าถึง เขาจึงเรียกแท็กซี่ต่อไปยังเร้ด ฮุค จากนั้นก็เริ่มเดินหาสถานที่ตั้งโกดังตามที่ระบุไว้ในกระดาษโน้ตที่ได้มาจากพี่ชาย เพียงไม่ถึงสิบนาทีเขาก็เห็นอาคารสีอิฐความสูงสองชั้น ความกว้างขนาดสองสนามฟุตบอลต่อกัน ด้านบนของบานประตูแบบซุ้มโค้งมีตัวเลขระบุอยู่  

 “…311…312…นี่ไง” เขายืนมองตัวเลข 313 ที่ปรากฏเหนือซุ้มประตูโค้งสีดำ อีแกนส์ยื่นมือผลักบานประตูก็พบว่าไม่ได้ล็อคไว้ มือข้างหนึ่งหยิบปืนออกมาจากซองข้างเอวเพื่อความอุ่นใจ มืออีกข้างถือไฟฉายส่องให้ความสว่างภายในโกดังร้าง

เนื่องจากด้านในโกดังไม่มีแสงไฟ อีกทั้งไฟฉายในมือก็ไม่สามารถส่องสว่างไปได้ทั่ว การมองเห็นของเขาจึงถูกจำกัดไว้เท่าที่พลังของไฟฉายจะไปถึง ภายในไม่กว้างนัก แสงไฟสามารถส่องเห็นกำแพงทั้งสองฝั่งแต่มีความลึกที่ไม่อาจระบุได้เลยว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ใด

เสียงฝีเท้าตัวเองก้องในความมืด ทุกจังหวะการก้าวเดินล้วนเต็มไปด้วยความตึงเครียด ตำรวจหนุ่มไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า สายตาสอดส่องไปทั่วทางเดินโล่งกว้าง แสงไฟส่องไปเห็นประตูบานหนึ่ง เป็นห้องขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสคงใช้เป็นสำนักงาน อีแกนส์ลองบิดลูกบิดก็พบว่าล็อคอยู่จึงหันมามองผ่านหน้าต่างบานเกล็ดข้าง ๆ แทน ภายในมีโต๊ะทำงานกับตู้เอกสารเรียงติดกัน ชั่วพริบตาที่แสงไฟสาดลงบนพื้นส่องให้เห็นบางอย่างบนนั้น หลังจากเพ่งมองไม่ถึงสิบวินาทีอีแกนส์ก็ตะโกนขึ้น เมื่อเห็นว่าตรงนั้นเป็นร่างของมนุษย์

ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับกลับมาจากคนในห้อง ตำรวจหนุ่มออกแรงถีบประตูก่อนพบว่ามันเป็นการทำร้ายตัวเองโดยเปล่าประโยชน์จึงใช้ปืนยิงไปหนึ่งนัดแล้วรีบเข้าไปด้านใน เขาเปิดสวิตช์ไฟข้างประตู แสงสีขาวสว่างวาบทำเอามองไม่เห็นเบื้องหน้าไปชั่วขณะ

ร่างที่นอนหันหลังให้เป็นผู้หญิงผมยาวสีน้ำตาลมะฮอกกานี สวมเสื้อเชิ้ตลายตารางกับกางเกงยีนส์

“คุณครับ!” เขาเรียกพลางจับชีพจรของเธอแล้วพบว่ายังหายใจเป็นปกติ อีแกนส์ช้อนร่างของเธอให้นอนลงบนตักพร้อมกับส่งเสียงเรียกไปด้วย ใบหน้ารูปไข่ปรากฏริ้วรอยแห่งวัยบางตา คาดเดาอายุว่าน่าจะสี่สิบต้น ๆ “คุณ!

ผู้หญิงตรงหน้าเริ่มมีปฏิกิริยาตอบรับจากเสียงเรียก เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ดวงตาสีฟ้ากะพริบถี่ พอเห็นอีแกนส์เธอก็รีบลุกขึ้นนั่ง ขยับตัวชิดตู้เอกสารด้านหลังด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“ใจเย็นครับคุณผู้หญิง ผมดัสติน เป็นตำรวจ” เขาหยิบตราให้เธอดู อีกฝ่ายเห็นก็พยักหน้าแต่สีหน้าท่าทางยังคงตึงเครียดเหมือนเดิม

อีแกนส์คิดที่จะแจ้งความแต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าพอตำรวจมาถึงจะนำเอาเอฟบีไอคนนั้นมาด้วย แม้ยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใครและเกี่ยวข้องกับมาร์ตินอย่างไร แต่ถ้าคนตรงนี้เป็นสิ่งที่มาร์ตินอยากให้เขาพบก็ยังไม่ควรที่จะมีใครคนไหนรู้เรื่องนี้

“คุณนายพอร์ตเตอร์” เธอมองเขาอย่างตกใจก่อนจะส่ายหน้า ตำรวจหนุ่มหรี่ตาด้วยความสงสัย ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แม่ของมาร์ตินแล้วเป็นใครกัน 

“คุณรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่” สีหน้าของเธอยังตื่นตระหนก สายตาสอดส่องไปทั่วห้องราวกับกลัวว่าจะมีใครบุกเข้ามาทำร้าย

“มาร์ติน พอร์ตเตอร์ เป็นคนบอกให้ผมมาที่นี่ คุณรู้จักเขาหรือเปล่า” อีกครั้งที่เธอส่ายหน้า เขาจึงคิดว่าควรพาเธอออกไปจากที่นี่เสียก่อนแล้วค่อยสอบถามอีกครั้งตอนที่เธอสงบสติได้ดีกว่านี้

อีแกนส์สำรวจเธอและพบว่าผู้หญิงคนนี้มีสติดีอยู่ต่างหาก แต่ความหวาดระแวงนี้ไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือแสร้งทำ อย่างไรก็ตามเขาพาเธอไปโรงพยาบาลไม่ได้ จึงตั้งใจจะพากลับไปที่ทาวน์โฮมอย่างน้อยให้คุณนายบราวน์ช่วยดูแลอาจทำให้เธอสบายใจกว่านี้

“คุณบอกได้ไหมว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่”

“ฉ...ฉันอยากออกไปจากที่นี่” สายตาที่มองตอบแสดงถึงความมั่นใจ ไม่เหมือนคนที่กำลังตกใจเมื่อครู่แม้แต่น้อย อีแกนส์เห็นบางอย่างในตัวผู้หญิงคนนี้แต่ตอบไม่ได้ว่ามันคือสิ่งใด

“เข้าใจแล้วครับ”

เขาเข้าไปช่วยพยุงเธอเดินออกจากห้องทำงาน ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นพร้อมกับไฟในโกดังเปิดสว่างวาบทั่วทั้งหลัง ลำแสงสีแดงจ่อมาที่พวกเขาสองคน อีแกนส์เตรียมยกปืนในมือขึ้นมา แต่แสงเหล่านั้นก็ดับลงไปก่อนพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากฝูงมือปืนในชุดดำตรงหน้า

“คุณตำรวจอีแกนส์ คุณมาทำอะไรที่นี่” คอลลินส์ทักขึ้นพร้อมยกมือสั่งลูกน้องให้มาพาตัวผู้หญิงที่เขาช่วยพยุงอยู่ไป เธอไม่มีท่าทางขัดขืน สีหน้ายากจะคาดเดาความคิดแต่เห็นได้ถึงความตกใจและโล่งอกปะปนกัน หรือเอฟบีไอจะน่าเชื่อถือกว่าตำรวจอย่างเขา “หัวหน้าคุณไม่ได้บอกเหรอว่าให้เลิกตามเรื่องนี้ คุณไม่ใช่สายสืบด้วยซ้ำ”

อีกฝ่ายพูดราวกับรู้ประวัติของเขาละเอียดยิบ ตำรวจหนุ่มกำลังจะตอกกลับพลันนึกได้ว่าผู้ชายคนนี้อาจรู้จักกับมาร์ติน หากเป็นเช่นนั้นแล้วอาจจะให้ความช่วยเหลือกับเขาได้

“มาร์ต เอ่อ มาร์ตินบอกให้ผมมาที่นี่” เขาตอบพลางหันมองผู้หญิงผมสีน้ำตาลแดงที่เดินออกจากโกดังไปแล้ว “ผู้หญิงคนนั้นเกี่ยวข้องอย่างไร”

คอลลินส์ถอนหายใจ สีหน้าคล้ายกำลังอยากต่อว่าใครสักคน อีแกนส์เดาว่าอีกฝ่ายคงไม่พอใจที่มาร์ตินพูดเรื่องนี้กับเขา แต่เพราะเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบได้ มันทำให้เขายิ่งสงสัยในความสัมพันธ์ของสองคนนี้ 

“ผมสืบคดีนี้อยู่คุณอีแกนส์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเอฟบีไอเถอะ”

“แต่มาร์ติน!

“เขาปลอดภัยดี ส่วนคุณควรเลิกยุ่งกับเรื่องนี้ซะ ไม่อย่างนั้นผมจะรายงานต่อหัวหน้าของคุณและจะถือว่าคุณขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่”

ตำรวจหนุ่มพูดไม่ออกได้แต่กำหมัดแน่น มองดูเหล่าเจ้าหน้าที่เอฟบีไอทยอยเดินออกจากโกดัง อีแกนส์อยากจะโทรศัพท์หามาร์ตินให้รู้แล้วรู้รอด ให้อีกฝ่ายบอกมาให้หมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เขาทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะโทรศัพท์ของอีกฝ่ายถูกยึดไว้เป็นของกลาง 

เขากำลังจะเดินออกจากโกดังแต่ก็ต้องหยุดชะงัก เขาจำได้ว่าเมื่อเช้าตอนตรวจทรัพย์สินของมาร์ตินไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วย เป็นไปได้ว่าเอฟบีไอคงได้ไปก่อนหน้าแล้ว ตำรวจหนุ่มส่ายหน้า คงเป็นอีกคืนที่การนอนหลับเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต

รุ่งขึ้นเขากับซิลเวสเตอร์ออกตรวจตามปกติ ระหว่างที่กำลังนั่งอยู่ในรถโดยอีแกนส์ยังคงเป็นผู้โดยสารนั่งข้างคนขับ คู่หูของเขาก็พูดขึ้นว่าได้ข้อมูลมาจากเพื่อนที่เป็นเอฟบีไอ ทางนั้นก็คิดเหมือนอีแกนส์เรื่องตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากสถานีรถไฟ เดิมทีพวกนั้นไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะมาร์ตินไม่ยอมตอบว่าอยู่ที่ไหนในคืนเกิดเหตุ กระทั่งซิลเวสเตอร์ขอให้ช่วยตรวจสอบสถานีรถไฟใต้ดินบนถนนตะวันตกที่ 96 และพบอีกฝ่ายนั่งรถไฟใต้ดินจริง เรื่องนี้ส่งผลให้คนฟังถึงกับใจเต้นแรงขึ้นมา ทั้งอยากรู้ความจริงและกลัวความจริงในเวลาเดียวกัน

อีแกนส์หยิบซองสีน้ำตาลจากเบาะหลัง ภายในเป็นภาพถ่ายแม้จะมองยากนิดนึงแต่ก็รู้ว่าเป็นมาร์ติน เขาจำชุดที่อีกฝ่ายสวมในคืนนั้นได้ ภาพแรกเป็นภาพจากสถานีถนนตะวันตกที่ 96ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นอีกฝ่ายที่นี่เพราะมันคือทางกลับบ้าน สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มกลัวคือจุดหมายปลายทางต่างหาก ในใจเขาหวังให้ภาพถัดมาคือสถานีไหนก็ได้ในควีนส์ ทว่าความจริงก็คือความจริง ภาพถัดมาคือมาร์ตินในสถานีที่ถนน 86 ในบรุกลิน ไม่ไกลจากบ้านของชโรเดอร์

มันต้องไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอนที่มาร์ตินไปที่นั่นในเวลานั้น เขาสองคนต้องรู้จักกันแต่เป็นความสัมพันธ์แบบไหนอีแกนส์ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ชโรเดอร์คือผู้จ้างวานหรือเป็นเป้าหมายกันแน่

“อ้อ! แล้วก็มีเรื่องมือถือของพอร์ตเตอร์ ดูเหมือนตาคอลลินส์นั่นจะขอไปตั้งแต่วันที่ควบคุมตัวพอร์ตเตอร์ไปจากโรงพัก ในนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก ไม่มีเบอร์ใครถูกบันทึกชื่อไว้เลย” อีแกนส์เห็นสายตาสงสารมาจากเพื่อนสนิท เขาไม่ได้ต้องการความสงสาร ที่มาร์ตินไม่เก็บเบอร์ใครในเครื่องไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ในใจจะรู้สึกถึงบางอย่างกำลังแผ่อานุภาพมาเรื่อย ๆ เสียงพูดของซิลเวสเตอร์ดึงเขาหลุดจากความคิดก่อนจะได้ทันเข้าใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไร “พวกเขากู้ข้อมูลที่ถูกลบก็พบว่ามีภาพถ่ายรูปหนึ่งถูกส่งเข้ามาด้วยเบอร์โทรศัพท์แบบใช้แล้วทิ้ง นายรู้ไหมว่าเป็นใคร”

ตำรวจหนุ่มกลับมาสนใจภาพถ่ายในมืออีกครั้ง เลื่อนแผ่นบนออกไปซ้อนด้านหลัง ภาพใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างแจ่มชัด อีแกนส์คงไม่รู้แน่ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครหากไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งพบเธอเมื่อวาน เขารีบอ่านข้อมูลวันที่ที่มาร์ตินได้รับภาพนี้และพบว่าเป็นวันเดียวกันกับที่เขาถูกรุมทำร้าย อีแกนส์ขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันเพียงแต่เขายังมองภาพกว้างไม่ออก

“นายรู้จักหรือเปล่า” คำถามของซิลเวสเตอร์เรียกสติเขากลับมาอีกครั้ง

“ฉันเพิ่งเจอเธอเมื่อวาน” เขาพูดพลางอ่านชื่อของเธอที่ระบุอยู่ในเอกสารเข้าคู่กัน ก่อนจะเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานในโกดังแห่งนั้นให้เพื่อนสนิทฟัง

“แน่ใจเหรอว่าไม่ใช่แม่ของพอร์ตเตอร์”

“ฉันก็ไม่รู้ แต่ในนี้เขียนว่าเธอชื่อ โรสแมรี่ เจนเซ่น” สมองของเขากลับนึกถึงคำพูดที่พี่ชายของเขาเล่าให้ฟัง สิ่งที่มาร์ตินเป็นคนพูดขึ้นมาเองว่าไม่สามารถเชื่อสิ่งที่ระบุในรายงานได้

ตอนนี้อีแกนส์ไม่รู้แล้วว่าเขาควรเชื่ออะไร คำเตือนของมาร์ตินเอ่ยย้ำอยู่ในหัว เขาพยายามสลัดมันออก พยายามลบความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับผู้ชายที่เขารักทิ้งไปให้หมด มาร์ตินพาเขามาสู่ผู้หญิงคนนี้ มันต้องมีความหมายอย่างแน่นอน นี่เป็นร่องรอยแรกที่จะนำเขาเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

“ฉันจะลองให้คนของริคช่วยสืบข้อมูลของผู้หญิงคนนี้”

ซิลเวสเตอร์ไม่ได้คัดค้าน อีกฝ่ายคงรู้ดีว่าไม่อาจห้ามเขาได้ ตำรวจหนุ่มหยิบโทรศัพท์หาพี่ชายในทันที แม้ไม่อยากรบกวนเวลาแต่ถ้าฐานข้อมูลที่มีอยู่เชื่อถือไม่ได้ ให้นักสืบของบริษัทที่ริคทำงานอยู่ช่วยหาน่าจะได้ผลมากกว่า โชคดีที่อีกฝ่ายยินดีช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ อีแกนส์วางสายและเรียกสติให้กลับมาจดจ่ออยู่กับงานในขณะนี้

โทรศัพท์ในมือส่งเสียงดังขึ้น เขานึกว่าริคโทรกลับมาแต่คงไม่สามารถสืบประวัติได้เร็วขนาดนั้น หน้าจอปรากฏเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รู้ว่ามาจากในนิวยอร์ก เขารับสายด้วยความคาดหวังแต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปเมื่อปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงตอบกลับมา

“ที่เธอเอาตัวอย่าง DNA มาให้ฉันตรวจน่ะ” อีแกนส์ไม่เข้าใจว่าเกรซี่จะเว้นวรรคทำไมในเมื่อเขาไม่คิดที่จะพูดแทรกอยู่แล้ว ต่อให้เป็นการหยุดไม่กี่วินาทีแต่ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาแทบคุมสติไม่อยู่ “ตรงกับฐานข้อมูลนะ เดี๋ยวฉันส่งเมลให้”

“ขอบคุณมากครับ เกรซี่” ตำรวจหนุ่มตอบกลับพร้อมกับบอกว่าไม่ลืมเรื่องช็อคโกแลตแน่นอน

“ได้เรื่องไหม” ซิลเวสเตอร์มีสีหน้าสนอกสนใจขึ้นมาทันที การที่มีคนมาทำร้ายตำรวจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน อีแกนส์พยักหน้า เขาแทบอยากเปิดเมลดูเสียตั้งแต่ตอนนี้หากไม่ติดว่าวิทยุในรถดังขึ้นพร้อมแจ้งรายละเอียดงานที่ต้องทำ

อีแกนส์ใช้เวลาช่วงพักกลางวันดูประวัติที่เกรซี่ส่งมาให้ หนึ่งในคนที่ทำร้ายเขาในวันนั้นชื่อดีค่อน เรย์ อาศัยอยู่ในบรุกลิน เพิ่งออกจากคุกมาได้สองปี ประวัติอาชญากรรมส่วนมากจะเป็นเรื่องใช้ความรุนแรง งัดแงะและลักขโมย เขาตั้งข้อสงสัยว่าผู้ชายคนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับชโรเดอร์ ทางที่ดีควรจะไปทักทายในบ้านตามที่อยู่เสียหน่อย

“ซิม” เขาหันไปหาเพื่อนสนิทที่กำลังนั่งเขียนรายงานที่โต๊ะ ชูใบประวัติขึ้นมาตรงหน้า “นี่ไม่เกี่ยวกับคดีโดยตรง นายว่าเราจะไปตรวจสอบหน่อยได้ไหม”

“ไม่มีปัญหา” 

สองหนุ่มยกยิ้มให้กันก่อนจะลุกจากโต๊ะกลับสู่ท้องถนนอีกครั้ง แม้การจราจรจะไม่เป็นใจนักแต่พวกเขาก็มาถึงหน้าบ้านของดีค่อน เรย์ภายในหนึ่งชั่วโมง เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นแถวถนนดริว ดูน่าอยู่กว่าที่คิด คงเป็นบ้านของครอบครัวมากกว่าที่ชายคนนี้จะอยู่เองได้

            อีแกนส์ผลักรั้วเตี้ยเข้าไปด้านใน ผ่านสวนหย่อมเล็ก ๆ ด้านข้างตรงขึ้นบันไดไปเคาะประตูไม้สีขาวสองสามที ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าจากภายใน คนที่เปิดรับเป็นหญิงร่างท้วมส่วมแว่นตาครึ่งเสี้ยว พอเห็นชายสองคนในเครื่องแบบตำรวจก็แทบปิดประตูบ้านใส่ ซิลเวสเตอร์ยื่นมือมาดันเอาไว้ได้ทันก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

            “คุณนายครับ พวกผมกำลังตามหาดีค่อน เรย์ เขาไม่ได้ทำผิดอะไร พวกผมแค่อยากสอบถามเล็กน้อย”

            นอกจากเธอจะไม่ต้อนรับแล้ว ยังโบกไม้โบกมือขับไล่พวกเขา ท่าทางจะไม่ต้อนรับตำรวจเท่าไรนัก ซิลเวสเตอร์ไม่ย่อท้อพยายามจะเจรจาให้ได้ ในขณะนั้นก็มีเสียงพูดคุยดังขึ้นจากริมทางเดิน อีแกนส์หันไปเห็นชายสองคนกำลังเดินมาทางพวกเขา หนึ่งในนั้นคือดีค่อน เรย์และอีกคนก็เป็นหนึ่งในสี่ที่ทำร้ายเขาในวันนั้น 

อีแกนส์สะกิดคู่หูทันที พวกเขามองเห็นกันและกัน ในเสี้ยววินาทีต่อมา ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็ออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต สองตำรวจหนุ่มสบถคู่ กระโดดลงจากบันไดไล่กวด หมายจะจับทั้งสองคนเอาไว้ให้ได้ ข้อเสียอย่างหนึ่งคือเขาไม่ได้รู้จักเส้นทางบริเวณนี้ดีเท่าไรนัก จึงทำได้แค่ต้องหวังพึ่งพละกำลังตัวเองให้วิ่งตามให้ทันเพราะไม่อาจแยกไปดักจับได้ แต่เหมือนสองคนนั้นจะตื่นตระหนกตกใจมากเกินไปจนวิ่งไปเจอทางตัน

“ใจเย็น ๆ ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง แค่อยากสอบถาม” อีแกนส์พูดขึ้น ยืนคุมเชิงกันอยู่ทั้งสองฝ่าย

“คิดดูดี ๆ ถ้าพวกฉันตั้งใจจะจับนาย มีหรือที่พวกเราจะต้องมาวิ่งอะไรกันแบบนี้ด้วย” ซิลเวสเตอร์เสริม แต่จากสีหน้าชายสองคนนั้นแล้วคงไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้ลงไม้ลงมือแน่นอน

อีแกนส์ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่นาที อาจจะยาวนานห้านาทีหรืออาจแค่นาทีกว่าเท่านั้น แต่ชายทั้งสองก็นั่งกองกับพื้นด้วยสภาพสะบักสะบอม

“ดัส นายโดยพวกนี้ซ้อมจนเยินเนี่ยนะ” คู่หูทักขึ้น ยกหลังมือเชือดเลือดที่ปาก ข้อทั้งสี่มีรอยช้ำแต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรไปมากกว่านั้น

“ก็ตอนนั้นฉันโดนรุมนี่หว่า” ตำรวจหนุ่มรู้ทันทีว่ามันเป็นการแก้ตัวนับตั้งแต่วินาทีที่คำพูดตัวเองหลุดปากออกไป แต่เขาไม่สนใจ นั่งยองเหนือชายที่ชื่อดีค่อนที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้น อีแกนส์นึกถึงตัวเองในสภาพนั้นก็พบว่าแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ เขาส่ายหน้า “ฉันไม่ได้ต้องการหาเรื่อง แค่อยากรู้ว่าใครเป็นคนสั่งให้พวกนายมาหาเรื่องฉันในวันนั้น”

อีแกนส์เลี่ยงที่จะให้คำว่ารุมทำร้ายเพราะมันให้ความรู้สึกแย่อย่างไรชอบกล อีกฝ่ายยังคงนิ่ง ซิลเวสเตอร์จึงเตะเข้าที่ท้องไปหนึ่งที เพื่อนสนิทเงยหน้ามองส่งสายตาไม่เห็นด้วย

“ถ้าพวกนี้ไม่เจ็บตัวเสียบ้างก็ไม่รู้สำนึกหรอก”

ถึงเพื่อนเขาจะพูดถูกแต่ชายหนุ่มต้องการคำตอบ หากสองคนนี้หมดสติไปที่มาวันนี้ก็เสียเที่ยวเปล่า “ฟังนะเรย์ แล้วก็นายด้วย นายอาจจะบอกฉันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะอย่างนั้นแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าก็พอ เข้าใจไหม เข้าใจไหม!

เขาย้ำเสียงดังเมื่อทั้งคู่ไม่มีปฏิกิริยาตอบในตอนแรก เสียงตะโกนทำให้พวกนั้นพยักหน้าหลายที

“คนที่จ้างพวกนายคือชโรเดอร์ใช่ไหม” อีแกนส์รออยู่เกือบอึดใจก่อนจะเห็นทั้งคู่พยักหน้า “เพราะอะไร”

ดีค่อน เรย์ส่ายหน้า

“ไม่รู้หรือไม่บอก!” ซิลเวสเตอร์ขึ้นเสียงขู่ ชายอีกคนรีบแทรกขึ้นมาว่าไม่รู้

“เรารู้แค่ว่าอีเจต้องการกำลังคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือให้มาสั่งสอนตำรวจ เราเลยรับปากทันที” เสียงเพื่อนสนิทด่าขึ้นจากด้านหลัง อีแกนส์ถามต่อถึงอีกกลุ่มทันที “เห็นว่าให้ลักพาตัวแต่เราไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นใคร”

“แต่พวกนายต้องเห็นรูปใช่ไหม” เขาถามและสองคนนั้นก็พยักหน้า อีแกนส์จึงโชว์รูปของโรสแมรี่ เจนเซ่นที่ถ่ายเก็บไว้ในมือถือให้ดูทันที

เป็นไปตามคาดที่พวกนั้นพยักหน้า

ตำรวจหนุ่มลุกขึ้นยืน ประมวลข้อมูลที่ได้รับในหัวสมอง

“อีกคำถามนึง” คราวนี้เป็นซิลเวสเตอร์ที่ตั้งคำถาม “พวกนายรู้จักมาร์ติน พอร์ตเตอร์หรือเปล่า”

ทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นหัวใจของอีแกนส์ก็เต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกโหวงเหวงมวนท้องจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาไม่รู้ว่าควรดีใจหรือไม่ ที่เห็นสองคนนั้นส่ายหน้า

ตลอดการเดินทางกลับไปที่สถานีตำรวจ ทั้งเขาและซิลเวสเตอร์ต่างก็ไม่มีใครชวนใครคุยแม้แต่ประโยคเดียว ทั้งที่ปกติพวกเขามักจ้อไม่หยุดยามออกตรวจ

ถึงตอนนี้จะโยงชโรเดอร์เข้ากับคนที่ทำร้ายอีแกนส์ กับลักพาตัวโรสแมรี่ได้ แต่ก็ยังไม่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างมาร์ตินกับสองคนนั้น ตำรวจหนุ่มรู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายต้องเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนทว่าไร้ซึ่งหลักฐานใด ๆ มารองรับข้อสันนิษฐาน และถ้าหากมีล่ะก็ เขากลัวว่าจะเป็นข้อสันนิษฐานที่โยงให้มาร์ตินเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมชโรเดอร์ขึ้นมา

อีแกนส์เอนตัวพิงผนักเบาะรถยนต์ สองมือกุมหน้าผากอย่างหมดแรง ขมับทั้งสองข้างปวดตุบจนรับรู้ได้ถึงเส้นประสาทที่กำลังเต้นอยู่ข้าง ๆ ฝ่ามือข้างหนึ่งวางลงบนบ่าของเขา แรงบีบเบา ๆ เช่นนั้นเต็มไปด้วยกำลังใจ เขาวางมือตอบแทนคำขอบคุณ

“วันนี้นายกลับไปพักผ่อนเถอะ ฉันขับไปส่ง”

น้ำเสียงของซิลเวสเตอร์ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธได้ อย่างไรก็ตาม การกลับไปที่ห้องพักไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เขาคงนอนไม่หลับเหมือนคืนที่ผ่าน ๆ มา และคงเอาแต่คิดถึงมาร์ติน กระทั่งสมองล้าจนหมดสติไป


 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น